วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 มุมถ่ายรูปยอดฮิตในโรงเรียน

10 มุมถ่ายรูปยอดฮิตในโรงเรียน



1.สิ่งศักสิทธิ์ประจำสถาบัน - มีทุกโรงเรียนแน่นอนค่ะ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในโรงเรียน บางที่ก็ได้ยินมาว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรก็สมหวังทุกประการ เรียกว่าอย่างน้อย เรียนที่โรงเรียนนี้ ก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก และเป็นศิริมงคลด้วย แต่ท่าแอคชั่น ก็จะไม่มาก ออกแนวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ต้องรักษากิริยานิดหนึ่ง


2.กระดานดำ - หรือไวท์บอร์ด ถ้าเป็นกระดานดำ จะคลาสสิคมากๆค่ะ แอบเห็นฝุ่นชอล์คฟุ้งๆ ฮ่าๆ ส่วนไวท์บอร์ด ก็ใช้ง่ายลบง่าย เวลาแอคชั่น ก็เขียนหรือวาดสารพัดคำพูดลงกระดาน แล้วแชะภาพถ่าย ถ้าถ่ายยกห้อง ก็เขียนบอกไปเลยว่าห้องอะไร!!!


3.ระเบียง-ทางเดิน - ถึงคนจะเดินผ่านไปมา ก็บ่ยั่น!!! ฉันมั่นจะถ่าย อารมณ์ติสท์ๆหน่อย เห็นระเบียง หรือทางเดินทอดยาว เหมือนเส่นทางที่เราต้องเดิน วิ้วๆๆ คิดไปถึงไหนเนี่ยพี่แนน แถมตรงนี้ที่สำคัญคือ สว่างค่ะ!!!


4.ห้องน้ำ - พี่แนนก็เพิ่งรู้ว่า เดี๋ยวนี้น้องๆสวยได้ด้วยแสงจากห้องน้ำ หลายเสียงบอกว่าแสงในห้องน้ำนี่แหละ เจ๋งสุด โดยเฉพาะท่าที่ใช้ถ่ายกับกระจก จะฮิตมากๆๆๆ เรียกว่าคอลเลคชั่นถ่ายรูป ต้องมีมุมนี้ คือ ถ่ายรูปตัวเองจากกระจกในห้องน้ำ!!! พี่แนนต้องลองบ้างแล้วค่ะ


5.ศาลา,มุมสวนหย่อม - บางโรงเรียนที่พี่แนนเห็น มุมนนี้สวยมากๆๆค่ะ มีทั้งต้นไม้ บางทีก็มีน้ำตกจำลอง โต๊ะม้าหินจัดวางไว้เข้ากันมาก เดี๋ยวนี้ก็เห็นมีศาลาทรงไทยประดับอยู่ด้วย อารมณ์เหมือนอยู่สวนสาธารณะเลยทีเดียว ทั้งสี ทั้งแสง ทั้งของประกอบฉากดีขนาดนี้ ไม่เก็บภาพไว้ได้ยังไง อิอิ


6.สนามกีฬา,โรงยิม - เป็นสถานที่ที่จัดท่าได้สนุกสุด เพราะทั้งกว้าง ของประกอบฉากก็มี ตั้งท่าชู๊ตบาส เตะบอล เดาะตะกร้อ ฯลฯ บางโรงเรียนก็มีสนามกีฬาอยู่กลางโรงเรียน ก็เลยตั้งแถวแปลอักษรซะเลย เป็นคำบ้าง เป็นรูปหัวใจบ้าง ให้ถ่ายจากมุมสูงลงมา ครีเอทสุดๆ ยิ่งบางที่มีสระว่ายน้ำ ถ่ายออกมาดูไฮโซสุดยอด


7.หน้าเสาธง - เอ่อ...อันนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรแล้วไปยืนกันใช่ไหมคะ? ฮ่าๆ มุมนี้ก็น้องๆ บอกกันมาว่า แปลกดี บางคนก็พิงเสา เท้าแขน หรือเกาะถ่ายกันเลยทีเดียว


8.บันได - ถ่ายได้เหมือนถ่ายรูปหมู่ทั้งห้องแบบย่อมๆ ก็ใช้ขั้นบันได้นี่แหล่ะค่ะ จัดนั่งกันเป็นขั้นๆไป เหมือนเวลานั่งแสตนด์เชียร์กีฬา มุมนี้ใช้ถ่ายรูปเน้นปริมาณ ถ้าอยากเก็บให้หมดทุกคน บางทีน้องๆ บางคนก็แอบใช้เพื่อนให้นั่งขั้นหน้า แล้วตัวเองนั่งหลัง พรางลำตัวไว้ อิอิ


9.กำแพงโรงเรียน - เป็นฉากที่ใช้ถ่ายรูปเดี่ยวกันซะเยอะค่ะ เพราะกำแพงก็จะไม่มีสีสันมากนัก เผลอๆ แอบใช้เป็นฉากถ่ายรูปติดบัตร เหอๆ แต่บางโรงเรียนก็เป็นกำแพงอิฐ หรือทาสีสวย ก็ต้องใช้เป็นฉากให้คุ้มค่ะ แอบมีดอกไม้ห้อยมาแซม หวานสุดๆ


10.ป้ายชื่อโรงเรีย - ขาดไม่ได้!!! เรียนที่โรงเรียนนี้ ก็ต้องมีรูปคู่บอกให้รู้ว่าเรียนที่นี่สิ!!! สำหรับโรงเรียนที่มีป้ายอยู่หน้าโรงเรียน หรือทางเข้า ก็ถ่ายกันได้หนุกหนาน แต่เห็นบางคนแอบเซ็ง เพราะป้ายโรงเรียนอยู่นู่นๆๆ บนยอดนู่นนนนน เวลาถ่ายให้เห็นทั้งคนทั้งป้าย เลยลำบากนิดนึง อิอิ



วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปลาแซลมอน



ภาพลักษณะของปลาแซลมอนแอทแลนติค


ภาพของปลาแซลมอนชนิด sockeyes

ปลาแซลมอน

ลักษณะพิเศษคือการอพยพ

ประวัติของปลาแซลมอนเป็นที่น่า.ประหลาดใจเป็นอย่างมาก ปลาแซลมอนเป็นพวกที่วางไข่ในน้ำจืด ปลาแซลมอนในแอทแลนติก และปลาแซลมอนในแปซิฟิค อีก 5 - 6 ชนิด จะมีข้อแตกต่างกันในการย้ายถิ่น แซลมอนแอทแลนติก มีการวางไข่ต่อเนื่องทุกๆ ปี ส่วนแซลมอนแปซิฟิค 5 ชนิด ( chinook, sockeye, coho, pink และ chum ) มีการวางไข่เพียงครั้งเดียวและตายไป
ปลาแซลมอนมีสัญชาตญาณในการกลับถิ่นได้อย่างไม่ผิดพลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ถึงสัญชาตณาณดังกล่าว เมื่อปลาแซลมอนรุ่นเยาว์กลับไปยังทะเลแล้วในขณะเดียวกันแซลมอนชนิด sokeyes เดินทางอยู่ในแปซิฟิคเหนือ เป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ในเวลา 2 - 5 ปี และเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีน้ำหนักประมาณ 2 - 5 กิโลกรัม ปลาแซลมอนกลับมาวางไข่ในบริเวณเดิมโดยไม่ผิดพลาด


นักชีววิทยาชาวแคนนาดาทดลองทำเครื่องหมาย ติดไว้ที่ตัวปลาแซลมอนชนิด sockeyes ที่เกิดที่แม่น้ำ เฟรเซอร์ในโคลัมเบีย ( tributary of British Columbia's Fraser River ) ประมาณ 5 แสนตัว หลังจากนั้น 4 ปี ได้พบแซลมอนที่ทำเครื่องหมายไว้นี้ประมาณ 11,000 ตัว ในแม่น้ำเฟรเซอร์ในบริเวณที่พ่อแม่เคยมาวางไข่ และ ไม่พบแซลมอนที่หลงทางไปบริเวณอื่นๆเลย การทดลองแสดงให้เห็นว่า การกลับถิ่นกำเนิดของแซลมอน เป็นการชักนำจากกลิ่นของพ่อแม่ที่ปล่อยไว้ในน้ำ ( stream odor ) แซลมอนได้รับการปลูกฝัง กลิ่นเหล่านี้ตั้งแต่ยังไม่ฝักออกเป็นไข่ ถ้าไข่ถูกนำออกจากแหล่งน้ำของพ่อแม่ไปไว้บริเวณอื่น ไกลกว่าหลายไมล์ ตัวเต็มวัยก็ยังคงกลับมาแหล่งเดิมของพ่อแม่ได้ สารประกอบของกลิ่นนั้นเป็นสารอินทรีย์ ระเหย ( volatile organic substance ) และคุณสมบัติทางเคมียังไม่ทราบแน่ชัด ขณะนี้ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่า ปลาแซลมอนหาทางมายังปากน้ำได้อย่างไรโดยไม่มีเครื่องหมายใดๆ ในการนำทางมาจากทะเล การทดลองล่าสุดได้ให้ข้อคิดว่า ปลาตัวเต็มวัยได้รับการชักนำจากปรากฏการบนท้องฟ้าเช่น มีดวงดาวเป็นเครื่องนำทางหรือทิศทางหรือตำแหน่งของดวงอาทิตย์เป็นต้นในกรณีนี้ปลาแวลมอนจะมีความสามารถในการจับเวลาเสมือนหนึ่งเป็นนาฬิกาชีวภาพ ( biological clock ) ดังที่พบในสิ่งมีชิวิตอื่นๆ

เนยแข็งเกาดา (Gouda cheese)



















เนยแข็งเกาดา (Gouda chees เป็นเนยแข็งทำที่เมือง Gouda ตอนใต้องประเทศฮอลแลนด์ อ่านออกเสียงตามสำเนียงดัชว่า "เกาด้า" เป็นเนยแข็งที่คล้าย Edam cheese แต่มีไขมันมากกว่าคือมี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วน Edam cheese มีประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เนยแข็งชนิดนี้ใช้เวลาบ่ม ๖-๘ เดือน แล้วนำไปอัดเป็นรูปกลมแบน

วันนี้วันแม่ ...วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี


ความหมายของคำว่าแม่ !!
แม่ หรือ มารดา เป็นคำที่เรียกผู้ให้กำเนิด และโดยทั่วไป คือ แม่ที่เป็นบุคคลสำคัญของครอบครัวแบบ พ่อ แม่ ลูก เป็นผู้มีพระคุณต่อลูกเพราะเป็นผู้ให้กำเนิด แม่ทั่วไปมีหน้าที่ให้ครอบครัวคือ เลี้ยงลูก ดูแลบ้าน

คุณแม่ท่านรักเรา ท่านห่วงใยเรามากที่สุด มากกว่าใครๆในโลก
จริงอยู่ ทุกวันนี้ท่านอาจจะพูดซ้ำๆ ท่านอาจจะบ่น ท่านอาจจะคิดไม่ตรงกับความคิดของเรา วัยของเราซึ่งเจริญเติบโตขึ้น เรียนสูงขึ้น มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นที่นับหน้าถือตา ไปเมืองนอกเมืองนาไม่รู้กี่สิบครั้ง ผ่านความเจริญหรูหรามานับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่านก็ยังคิดและพูดประโยคเดิมๆซ้ำๆ อย่างที่ท่านเคยพูดเหมือนเมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก ...โอ ช่างน่าเบื่อ


แต่หากคิดให้ลึกซึ้ง มองอะไรแบบพินิจพิจารณา ใจเย็นๆ ทุกคำพูดของท่านนั้นเป็นความรักเป็นความห่วงใยเป็นความหวังดีต่อเราทั้งนั้น


“อย่ากลับดึกนะลูก” “อย่าขี่เร็วนักนะลูก” “ทานอันนี้หน่อยซิลูก แม่ผัดมาให้” “อย่าแต่งตัวแบบนี้ซิลูก แม่ว่ามันสั้นไปนะ” “ไหว้ป้าซิลูก ป้าเพิ่งจะมาจากต่างจังหวัด”


สารพันประโยคเดิมๆ ซ้ำๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่เราเคยได้ยินในรูหูทั้งสองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ท่านก็ยังคงบอก ยังคงเตือนด้วยประโยคเดิมๆเหล่านี้ ไม่เคยเปลี่ยนประโยค ไม่เคยพัฒนาประโยคเลย


จนเราบางคนถึงกับบ่นว่า “รู้แล้วละแม่ เตือน อยู่ได้” “เบื่อจริงๆ เตือนซ้ำเตือนซาก อยู่ได้”

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 คณะที่ตกสัมภาษณ์มากที่สุด ของรับตรง มธ.


มีคณะอะไรบ้าง ไปอ่านกันเลยคร๊าบ (อ่านไป แอบเสียวไปนะเนี่ย อิอิ)

อันดับ 10 คณะรัฐศาสตร์ ยอดฮิตของรั้วแม่โดมต้องคณะนี้เลย คนที่มาสัมภาษณ์คณะนี้ต้องแม่นการเมืองพอสมควร โดยรับตรงปีก่อนเข้ารอบมา 170 คน แต่สามารถชนะใจกรรมการไปได้เพียง 161 คนเท่านั้น สรุปถูกคัดออกไป 9 คน

อันดับ 9 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ถูกขนานนามว่าเป็นคณะที่เต็มไปด้วยหนุ่มใจดี สาวใจบุญ แต่ดูเหมือนอาจารย์สอบสัมภาษณ์คณะนี้จะไม่ใจดีเท่าไหร่ เพราะรับตรงปีที่ผ่านมา คัดออกรอบสัมภาษณ์ไปถึง23 คนจาก 146 คน เหลือ 123 คนเท่านั้น

อันดับ 8 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เด่นสุดๆ เรื่องการละคอน และออกแบบ ที่สำคัญน้องๆ ที่มาสอบสัมภาณ์คณะนี้แฟ้มผลงานต้องเด็ดสะระตี่มากๆ ด้วย ไม่งั้นอาจไม่ได้ไปต่อ ดูจากปีที่แล้วที่ถูกตัดคัดออกไปถึง 25 คน




อันดับ 7 คณะนิติศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นคณะขั้นเทพที่หลายคนขนาดนามว่าสอบสัมภาษณ์โหดสุดๆ พูดต้องรู้เรื่อง เหตุการณ์บ้านเมืองต้องรู้ ปีที่แล้วผ่านข้อเขียนมา 371 คน แต่ได้ไปต่อเพียง 337 คนเท่านั้น หรือมีผู้ตกสัมภาษณ์ไป 34 คนนั้นเอง

อันดับ 6 คณะสาธารณสุขศาสตร์ น้องๆ สายวิทย์ที่อยากเรียนคณะนี้เตรียมหนาวได้เลย เพราะถึงแม้คณะนี้จะไม่มีวิชาเอกในตอนรับ แต่ก็คัดออกมากที่สุดเป็นอันดับ 6 โดยปีที่แล้วมีคนเข้าไปสอบสัมภาษณ์ 122 คน แต่ผ่านแค่ 69 คนเท่านั้น !!

อันดับ 5 คณะสหเวชศาสตร์ มาแรงตีคู่มาพร้อมกับคณะอันดับก่อนหน้าทุกปี แต่ปีนี้คณะสหเวชศาสตร์ขอมามาดโหดกว่า ปรับตกเด็กที่มาสอบสัมภาษณ์ไปถึง 67 คน จากทั้งหมด 107 คน งานนี้สาขากายภาพบำบัดมาวินถูกปรับตกเยอะที่สุด

อันดับ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี อกอีแป้นจะแตกที่ได้ยินชื่อคณะนี้ เพราะเป็นคณะที่หลายถวายหัวเพื่อแลกกับการเข้าไปเรียน สำหรับคณะนี้มีรุ่นพี่หลายคนแอบบอกมาว่า กรรมการสัมภาษณ์บางปีมีตั้ง 5 คน มิน่าล่ะปีที่แล้วมีเด็กตกสัมภาษณ์คณะนี้ไปถึง 69 คน โอ้ๆ จะเป็นลม - -"

อันดับ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง เด็กแอดมิชชั่น 54 ที่จะไปสอบสัมภาษณ์รับตรงคณะนี้ เตรียมแฟ้มผลงานใหญ่ไปได้เลย เคยวาดอะไร ออกแบบสิ่งไหน ขนไปให้หมด เพราะแล้วกรรมการท่าจะโหดพอสมควร ถึงปรับตกสัมภาษณ์ไปถึง94 คน จ๊ากๆ

อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะนี้ดาวสวย เดือนหล่อทุกปี แต่อาจารย์ประจำคณะก็แอบเชือดนิ่มๆ นะเนี่ย เพราะปีที่แล้วปรับตกสัมภาษณ์ไปสูงถึง 128 คนจาก 250 คน ซึ่งสาเหตุที่ยอดสูงแบบนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเป็นคณะที่มีสาขาเยอะแยกย่อย ซึ่งสาขาที่มาวินตกเยอะที่สุดคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร

อันดับ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ อยากรู้จังว่าคณะนี้กรรมการสอบสัมภาษณ์คณะนี้ถามอะไรบ้างนะ ปีที่แล้วถึงตกเหวสอบสัมภาษณ์ไปถึง 139 คน (โอ้มายก๊อต) และนับเป็นคณะที่มียอดตกสูงที่สุดในการรับตรงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเท่าที่ไปแอบสืบจากรุ่นพี่ๆ คณะนี้มาก็ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แฟ้มโดน พูดดี บุคลิกเด่น ถึงจะรอด

เข็ดขัดแบบนี้ เหมาะกับเดรสแบบไหนนะ?





















มาดูกันดีกว่านะคะว่าเข็มขัดแบบไหนจะเหมาะกับเดรสสไตล์ไหนบ้าง ?? ?
>>> เข็มขัด 3 เส้น ... เหมาะกับเดรสสไตล์แกลดิเอเตอร์อาจจะเป็นไหล่เดี่ยว หรือแขนกุดก็ได้ค่ะ แต่จุดที่สำคัญก็คือต้องเลือกเป็นมินิเดรสนะคะ เพราะว่ามินิเดรสจะช่วยให้สาวๆ ดูน่ารักสดใสกว่าเคยค่ะ
>>> เข็มขัดเส้นหนา ... เลือกเป็นชุดเดรสยุค 50s ที่เสริมโครงตรงช่วงอกคล้ายๆคลอเซ็ตสำหรับผู้หญิงค่ะ อาจเป็นลายจุด หรือลายเรขาคณิตดูวินเทจเล็กๆ พี่เหมี่ยวว่าแต่งตัสไตล์นี้ดูเรียบหรู และเปรี้ยวเก๋มีสไตล์ในเวลาเดียวกันเลยนะคะ
>>> เข็มขัดสานเส้นเล็ก … สำหรับเดรสสายเดี่ยวแต่งระบายที่ชุดและที่สายเสื้อเน้นโทนสีสดใสอย่างสีเหลือง หรือทองเพื่อให้เหมาะกับเข็มขัดเส้นเล็กสีธรรมชาติ และไม่ทำให้จีบหรือระบายดูหนาเกินไป เหมาะกับสาวหวานมากเลยล่ะค่ะ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทายใจจากศีรษะ :)


ขนาด รูปร่างของศีรษะ สามารถแยกแยะลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้ด้วยนะครับ ใครหัวเล็ก หัวโต มาลองอ่านกันว่าตรงหรือไม่ ?

ศีรษะกว้าง มากระหว่างสองหู
เป็นคนคล่องแคล่ว มีหัวทางธุรกิจ ไม่ค่อยสนใจขัดเกลาจิตใจเท่าไร

ศีรษะกว้างและเป็นโหนก
ถ้าด้านหน้า และส่วนบนของศีรษะดูกว้างเป็นลักษณะของคนที่ชอบศึกษาอาหารทางใจ พวกนี้จะอยู่ในโลกแห่งความฝัน บางครั้งสับสนระหว่างโลกความจริงกับจินตนาการ

คนที่มีลักษณะหัวแหลมคนที่มีศีรษะกว้างมาก
หากวัดจากส่วนบนใบหูทั้ง 2 ข้างเป็นหลัก คือ วัดจากหูด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งแล้วยาวมากกว่า 16 ซม. และศีรษะส่วนบนแคบมากจนแหลม คนที่มีลักษณะเช่นนี้จะเป็นคนกระด้าง ชอบใช้อำนาจคิดจะเป็นคนขี้อิจฉาหวงของโลภมากและเป็นคนประเภทวัตถุนิย

ศีรษะรูปไข่
หากศีรษะมีลักษณะยาวรีกลมคล้ายรูปไข่ จะเป็นคนฟุ้งซ่านสนใจเรื่องศาสนา และทุ่มเทเพื่ออุดมคติ

ศีรษะโหนกมาก
ลักษณะเช่นนี้ เป็นลักษณะของคนที่ปล่อยให้จิตใจเป็นใหญ่ แต่ถ้าต้นคอก็โหนกนูนด้วย แสดงว่าเป็นคนมีความต้องการมาก

รูปศีรษะปกติ
ศีรษะขนาดธรรมดา ได้สัดส่วนกับร่างกาย และส่วนบนสุดของศีรษะจะกว้างกว่าเล็กน้อย เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความสมดุลในจิตใจและร่างกาย

ศีรษะด้านหน้ากว้าง ด้านหลังแบน
ด้านหน้ากว้าง ด้านหลังแบนมีความกว้างและความยาวกว้างเกือบเท่ากัน คนที่มีลักษณะแบบนี้จะเป็นคนที่มีกำลัง มีเสน่ห์ปรับตัวเข้ากับหมู่คณะได้ดี ของสังคม

ศีรษะด้านบนแบน
ถ้าพบคนที่มีลักษณะศีรษะด้านบนแบนจะเป็นคนมองอะไรผิวเผินมาก พูดจากขวานผ่าซาก สามารถ ถากถาง คนได้เจ็บแส

ศีรษะด้านหลังโหนกมาก
ลักษณะแบบนี้ มักจะพบกับคนที่มีนิสัยยึดมั่น เชื่อมั่นเปลี่ยนความเชื่อยาก

ศีรษะบริเวณท้ายทอยมีลักษณะลาดต่ำ
ถ้าศีรษะด้านหลังบริเวณท้ายทอยมีลักษณะนูนโหนก เป็นลักษณะของคนที่สามารถจะฝ่าฝันอุปสรรคชีวิตได้ดี มีนิสัยชอบประนีประนอมถ่อมตนเพื่อความสงบ

ศีรษะใหญ่
ถ้าใหญ่กว่ามาตรฐาน จะเป็นคนฉลาด มีเหตุผล กล้าตัดสินใจ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและจะประสบความสำเร็จในชีวิต

ศีรษะใหญ่มาก
คน "หัวโต" > <" จะเป็นคนดื้อรั้นและไม่ค่อยยืนหยุ่นบางครั้ง เป็นผลจากต่อมในร่างกายบางอย่างผิดปกติ

ศีรษะเล็ก
เป็นคนที่มีสัญชาตญาณระวัง เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดี อารมณ์ขึ้นลงง่ายไร้ความคิด หุนหันพลันแล่น

ศีรษะเล็กมาก
เป็นลักษณะของคนเฉื่อยชา อ่อนแอและถูกชักจูงได้ง่าย เหมือนขาดการพัฒนาถึงขีดสุด ทั้งที่บางคนเป็น คนฉลาด แต่ขาดพลังในตัว


**แหม เพื่อนแอบจับหัว เช็คลักษณะกันใหญ่เลยนะ 5 55'

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 มุมถ่ายรูปยอดฮิตในโรงเรียน

10 มุมถ่ายรูปยอดฮิตในโรงเรียน



1.สิ่งศักสิทธิ์ประจำสถาบัน - มีทุกโรงเรียนแน่นอนค่ะ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในโรงเรียน บางที่ก็ได้ยินมาว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรก็สมหวังทุกประการ เรียกว่าอย่างน้อย เรียนที่โรงเรียนนี้ ก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก และเป็นศิริมงคลด้วย แต่ท่าแอคชั่น ก็จะไม่มาก ออกแนวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ต้องรักษากิริยานิดหนึ่ง


2.กระดานดำ - หรือไวท์บอร์ด ถ้าเป็นกระดานดำ จะคลาสสิคมากๆค่ะ แอบเห็นฝุ่นชอล์คฟุ้งๆ ฮ่าๆ ส่วนไวท์บอร์ด ก็ใช้ง่ายลบง่าย เวลาแอคชั่น ก็เขียนหรือวาดสารพัดคำพูดลงกระดาน แล้วแชะภาพถ่าย ถ้าถ่ายยกห้อง ก็เขียนบอกไปเลยว่าห้องอะไร!!!


3.ระเบียง-ทางเดิน - ถึงคนจะเดินผ่านไปมา ก็บ่ยั่น!!! ฉันมั่นจะถ่าย อารมณ์ติสท์ๆหน่อย เห็นระเบียง หรือทางเดินทอดยาว เหมือนเส่นทางที่เราต้องเดิน วิ้วๆๆ คิดไปถึงไหนเนี่ยพี่แนน แถมตรงนี้ที่สำคัญคือ สว่างค่ะ!!!


4.ห้องน้ำ - พี่แนนก็เพิ่งรู้ว่า เดี๋ยวนี้น้องๆสวยได้ด้วยแสงจากห้องน้ำ หลายเสียงบอกว่าแสงในห้องน้ำนี่แหละ เจ๋งสุด โดยเฉพาะท่าที่ใช้ถ่ายกับกระจก จะฮิตมากๆๆๆ เรียกว่าคอลเลคชั่นถ่ายรูป ต้องมีมุมนี้ คือ ถ่ายรูปตัวเองจากกระจกในห้องน้ำ!!! พี่แนนต้องลองบ้างแล้วค่ะ


5.ศาลา,มุมสวนหย่อม - บางโรงเรียนที่พี่แนนเห็น มุมนนี้สวยมากๆๆค่ะ มีทั้งต้นไม้ บางทีก็มีน้ำตกจำลอง โต๊ะม้าหินจัดวางไว้เข้ากันมาก เดี๋ยวนี้ก็เห็นมีศาลาทรงไทยประดับอยู่ด้วย อารมณ์เหมือนอยู่สวนสาธารณะเลยทีเดียว ทั้งสี ทั้งแสง ทั้งของประกอบฉากดีขนาดนี้ ไม่เก็บภาพไว้ได้ยังไง อิอิ


6.สนามกีฬา,โรงยิม - เป็นสถานที่ที่จัดท่าได้สนุกสุด เพราะทั้งกว้าง ของประกอบฉากก็มี ตั้งท่าชู๊ตบาส เตะบอล เดาะตะกร้อ ฯลฯ บางโรงเรียนก็มีสนามกีฬาอยู่กลางโรงเรียน ก็เลยตั้งแถวแปลอักษรซะเลย เป็นคำบ้าง เป็นรูปหัวใจบ้าง ให้ถ่ายจากมุมสูงลงมา ครีเอทสุดๆ ยิ่งบางที่มีสระว่ายน้ำ ถ่ายออกมาดูไฮโซสุดยอด


7.หน้าเสาธง - เอ่อ...อันนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรแล้วไปยืนกันใช่ไหมคะ? ฮ่าๆ มุมนี้ก็น้องๆ บอกกันมาว่า แปลกดี บางคนก็พิงเสา เท้าแขน หรือเกาะถ่ายกันเลยทีเดียว


8.บันได - ถ่ายได้เหมือนถ่ายรูปหมู่ทั้งห้องแบบย่อมๆ ก็ใช้ขั้นบันได้นี่แหล่ะค่ะ จัดนั่งกันเป็นขั้นๆไป เหมือนเวลานั่งแสตนด์เชียร์กีฬา มุมนี้ใช้ถ่ายรูปเน้นปริมาณ ถ้าอยากเก็บให้หมดทุกคน บางทีน้องๆ บางคนก็แอบใช้เพื่อนให้นั่งขั้นหน้า แล้วตัวเองนั่งหลัง พรางลำตัวไว้ อิอิ


9.กำแพงโรงเรียน - เป็นฉากที่ใช้ถ่ายรูปเดี่ยวกันซะเยอะค่ะ เพราะกำแพงก็จะไม่มีสีสันมากนัก เผลอๆ แอบใช้เป็นฉากถ่ายรูปติดบัตร เหอๆ แต่บางโรงเรียนก็เป็นกำแพงอิฐ หรือทาสีสวย ก็ต้องใช้เป็นฉากให้คุ้มค่ะ แอบมีดอกไม้ห้อยมาแซม หวานสุดๆ


10.ป้ายชื่อโรงเรีย - ขาดไม่ได้!!! เรียนที่โรงเรียนนี้ ก็ต้องมีรูปคู่บอกให้รู้ว่าเรียนที่นี่สิ!!! สำหรับโรงเรียนที่มีป้ายอยู่หน้าโรงเรียน หรือทางเข้า ก็ถ่ายกันได้หนุกหนาน แต่เห็นบางคนแอบเซ็ง เพราะป้ายโรงเรียนอยู่นู่นๆๆ บนยอดนู่นนนนน เวลาถ่ายให้เห็นทั้งคนทั้งป้าย เลยลำบากนิดนึง อิอิ



วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปลาแซลมอน



ภาพลักษณะของปลาแซลมอนแอทแลนติค


ภาพของปลาแซลมอนชนิด sockeyes

ปลาแซลมอน

ลักษณะพิเศษคือการอพยพ

ประวัติของปลาแซลมอนเป็นที่น่า.ประหลาดใจเป็นอย่างมาก ปลาแซลมอนเป็นพวกที่วางไข่ในน้ำจืด ปลาแซลมอนในแอทแลนติก และปลาแซลมอนในแปซิฟิค อีก 5 - 6 ชนิด จะมีข้อแตกต่างกันในการย้ายถิ่น แซลมอนแอทแลนติก มีการวางไข่ต่อเนื่องทุกๆ ปี ส่วนแซลมอนแปซิฟิค 5 ชนิด ( chinook, sockeye, coho, pink และ chum ) มีการวางไข่เพียงครั้งเดียวและตายไป
ปลาแซลมอนมีสัญชาตญาณในการกลับถิ่นได้อย่างไม่ผิดพลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ถึงสัญชาตณาณดังกล่าว เมื่อปลาแซลมอนรุ่นเยาว์กลับไปยังทะเลแล้วในขณะเดียวกันแซลมอนชนิด sokeyes เดินทางอยู่ในแปซิฟิคเหนือ เป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ในเวลา 2 - 5 ปี และเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีน้ำหนักประมาณ 2 - 5 กิโลกรัม ปลาแซลมอนกลับมาวางไข่ในบริเวณเดิมโดยไม่ผิดพลาด


นักชีววิทยาชาวแคนนาดาทดลองทำเครื่องหมาย ติดไว้ที่ตัวปลาแซลมอนชนิด sockeyes ที่เกิดที่แม่น้ำ เฟรเซอร์ในโคลัมเบีย ( tributary of British Columbia's Fraser River ) ประมาณ 5 แสนตัว หลังจากนั้น 4 ปี ได้พบแซลมอนที่ทำเครื่องหมายไว้นี้ประมาณ 11,000 ตัว ในแม่น้ำเฟรเซอร์ในบริเวณที่พ่อแม่เคยมาวางไข่ และ ไม่พบแซลมอนที่หลงทางไปบริเวณอื่นๆเลย การทดลองแสดงให้เห็นว่า การกลับถิ่นกำเนิดของแซลมอน เป็นการชักนำจากกลิ่นของพ่อแม่ที่ปล่อยไว้ในน้ำ ( stream odor ) แซลมอนได้รับการปลูกฝัง กลิ่นเหล่านี้ตั้งแต่ยังไม่ฝักออกเป็นไข่ ถ้าไข่ถูกนำออกจากแหล่งน้ำของพ่อแม่ไปไว้บริเวณอื่น ไกลกว่าหลายไมล์ ตัวเต็มวัยก็ยังคงกลับมาแหล่งเดิมของพ่อแม่ได้ สารประกอบของกลิ่นนั้นเป็นสารอินทรีย์ ระเหย ( volatile organic substance ) และคุณสมบัติทางเคมียังไม่ทราบแน่ชัด ขณะนี้ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่า ปลาแซลมอนหาทางมายังปากน้ำได้อย่างไรโดยไม่มีเครื่องหมายใดๆ ในการนำทางมาจากทะเล การทดลองล่าสุดได้ให้ข้อคิดว่า ปลาตัวเต็มวัยได้รับการชักนำจากปรากฏการบนท้องฟ้าเช่น มีดวงดาวเป็นเครื่องนำทางหรือทิศทางหรือตำแหน่งของดวงอาทิตย์เป็นต้นในกรณีนี้ปลาแวลมอนจะมีความสามารถในการจับเวลาเสมือนหนึ่งเป็นนาฬิกาชีวภาพ ( biological clock ) ดังที่พบในสิ่งมีชิวิตอื่นๆ

เนยแข็งเกาดา (Gouda cheese)



















เนยแข็งเกาดา (Gouda chees เป็นเนยแข็งทำที่เมือง Gouda ตอนใต้องประเทศฮอลแลนด์ อ่านออกเสียงตามสำเนียงดัชว่า "เกาด้า" เป็นเนยแข็งที่คล้าย Edam cheese แต่มีไขมันมากกว่าคือมี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วน Edam cheese มีประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เนยแข็งชนิดนี้ใช้เวลาบ่ม ๖-๘ เดือน แล้วนำไปอัดเป็นรูปกลมแบน

วันนี้วันแม่ ...วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี


ความหมายของคำว่าแม่ !!
แม่ หรือ มารดา เป็นคำที่เรียกผู้ให้กำเนิด และโดยทั่วไป คือ แม่ที่เป็นบุคคลสำคัญของครอบครัวแบบ พ่อ แม่ ลูก เป็นผู้มีพระคุณต่อลูกเพราะเป็นผู้ให้กำเนิด แม่ทั่วไปมีหน้าที่ให้ครอบครัวคือ เลี้ยงลูก ดูแลบ้าน

คุณแม่ท่านรักเรา ท่านห่วงใยเรามากที่สุด มากกว่าใครๆในโลก
จริงอยู่ ทุกวันนี้ท่านอาจจะพูดซ้ำๆ ท่านอาจจะบ่น ท่านอาจจะคิดไม่ตรงกับความคิดของเรา วัยของเราซึ่งเจริญเติบโตขึ้น เรียนสูงขึ้น มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นที่นับหน้าถือตา ไปเมืองนอกเมืองนาไม่รู้กี่สิบครั้ง ผ่านความเจริญหรูหรามานับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่านก็ยังคิดและพูดประโยคเดิมๆซ้ำๆ อย่างที่ท่านเคยพูดเหมือนเมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก ...โอ ช่างน่าเบื่อ


แต่หากคิดให้ลึกซึ้ง มองอะไรแบบพินิจพิจารณา ใจเย็นๆ ทุกคำพูดของท่านนั้นเป็นความรักเป็นความห่วงใยเป็นความหวังดีต่อเราทั้งนั้น


“อย่ากลับดึกนะลูก” “อย่าขี่เร็วนักนะลูก” “ทานอันนี้หน่อยซิลูก แม่ผัดมาให้” “อย่าแต่งตัวแบบนี้ซิลูก แม่ว่ามันสั้นไปนะ” “ไหว้ป้าซิลูก ป้าเพิ่งจะมาจากต่างจังหวัด”


สารพันประโยคเดิมๆ ซ้ำๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่เราเคยได้ยินในรูหูทั้งสองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ท่านก็ยังคงบอก ยังคงเตือนด้วยประโยคเดิมๆเหล่านี้ ไม่เคยเปลี่ยนประโยค ไม่เคยพัฒนาประโยคเลย


จนเราบางคนถึงกับบ่นว่า “รู้แล้วละแม่ เตือน อยู่ได้” “เบื่อจริงๆ เตือนซ้ำเตือนซาก อยู่ได้”

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 คณะที่ตกสัมภาษณ์มากที่สุด ของรับตรง มธ.


มีคณะอะไรบ้าง ไปอ่านกันเลยคร๊าบ (อ่านไป แอบเสียวไปนะเนี่ย อิอิ)

อันดับ 10 คณะรัฐศาสตร์ ยอดฮิตของรั้วแม่โดมต้องคณะนี้เลย คนที่มาสัมภาษณ์คณะนี้ต้องแม่นการเมืองพอสมควร โดยรับตรงปีก่อนเข้ารอบมา 170 คน แต่สามารถชนะใจกรรมการไปได้เพียง 161 คนเท่านั้น สรุปถูกคัดออกไป 9 คน

อันดับ 9 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ถูกขนานนามว่าเป็นคณะที่เต็มไปด้วยหนุ่มใจดี สาวใจบุญ แต่ดูเหมือนอาจารย์สอบสัมภาษณ์คณะนี้จะไม่ใจดีเท่าไหร่ เพราะรับตรงปีที่ผ่านมา คัดออกรอบสัมภาษณ์ไปถึง23 คนจาก 146 คน เหลือ 123 คนเท่านั้น

อันดับ 8 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เด่นสุดๆ เรื่องการละคอน และออกแบบ ที่สำคัญน้องๆ ที่มาสอบสัมภาณ์คณะนี้แฟ้มผลงานต้องเด็ดสะระตี่มากๆ ด้วย ไม่งั้นอาจไม่ได้ไปต่อ ดูจากปีที่แล้วที่ถูกตัดคัดออกไปถึง 25 คน




อันดับ 7 คณะนิติศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นคณะขั้นเทพที่หลายคนขนาดนามว่าสอบสัมภาษณ์โหดสุดๆ พูดต้องรู้เรื่อง เหตุการณ์บ้านเมืองต้องรู้ ปีที่แล้วผ่านข้อเขียนมา 371 คน แต่ได้ไปต่อเพียง 337 คนเท่านั้น หรือมีผู้ตกสัมภาษณ์ไป 34 คนนั้นเอง

อันดับ 6 คณะสาธารณสุขศาสตร์ น้องๆ สายวิทย์ที่อยากเรียนคณะนี้เตรียมหนาวได้เลย เพราะถึงแม้คณะนี้จะไม่มีวิชาเอกในตอนรับ แต่ก็คัดออกมากที่สุดเป็นอันดับ 6 โดยปีที่แล้วมีคนเข้าไปสอบสัมภาษณ์ 122 คน แต่ผ่านแค่ 69 คนเท่านั้น !!

อันดับ 5 คณะสหเวชศาสตร์ มาแรงตีคู่มาพร้อมกับคณะอันดับก่อนหน้าทุกปี แต่ปีนี้คณะสหเวชศาสตร์ขอมามาดโหดกว่า ปรับตกเด็กที่มาสอบสัมภาษณ์ไปถึง 67 คน จากทั้งหมด 107 คน งานนี้สาขากายภาพบำบัดมาวินถูกปรับตกเยอะที่สุด

อันดับ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี อกอีแป้นจะแตกที่ได้ยินชื่อคณะนี้ เพราะเป็นคณะที่หลายถวายหัวเพื่อแลกกับการเข้าไปเรียน สำหรับคณะนี้มีรุ่นพี่หลายคนแอบบอกมาว่า กรรมการสัมภาษณ์บางปีมีตั้ง 5 คน มิน่าล่ะปีที่แล้วมีเด็กตกสัมภาษณ์คณะนี้ไปถึง 69 คน โอ้ๆ จะเป็นลม - -"

อันดับ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง เด็กแอดมิชชั่น 54 ที่จะไปสอบสัมภาษณ์รับตรงคณะนี้ เตรียมแฟ้มผลงานใหญ่ไปได้เลย เคยวาดอะไร ออกแบบสิ่งไหน ขนไปให้หมด เพราะแล้วกรรมการท่าจะโหดพอสมควร ถึงปรับตกสัมภาษณ์ไปถึง94 คน จ๊ากๆ

อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะนี้ดาวสวย เดือนหล่อทุกปี แต่อาจารย์ประจำคณะก็แอบเชือดนิ่มๆ นะเนี่ย เพราะปีที่แล้วปรับตกสัมภาษณ์ไปสูงถึง 128 คนจาก 250 คน ซึ่งสาเหตุที่ยอดสูงแบบนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเป็นคณะที่มีสาขาเยอะแยกย่อย ซึ่งสาขาที่มาวินตกเยอะที่สุดคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร

อันดับ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ อยากรู้จังว่าคณะนี้กรรมการสอบสัมภาษณ์คณะนี้ถามอะไรบ้างนะ ปีที่แล้วถึงตกเหวสอบสัมภาษณ์ไปถึง 139 คน (โอ้มายก๊อต) และนับเป็นคณะที่มียอดตกสูงที่สุดในการรับตรงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเท่าที่ไปแอบสืบจากรุ่นพี่ๆ คณะนี้มาก็ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แฟ้มโดน พูดดี บุคลิกเด่น ถึงจะรอด

เข็ดขัดแบบนี้ เหมาะกับเดรสแบบไหนนะ?





















มาดูกันดีกว่านะคะว่าเข็มขัดแบบไหนจะเหมาะกับเดรสสไตล์ไหนบ้าง ?? ?
>>> เข็มขัด 3 เส้น ... เหมาะกับเดรสสไตล์แกลดิเอเตอร์อาจจะเป็นไหล่เดี่ยว หรือแขนกุดก็ได้ค่ะ แต่จุดที่สำคัญก็คือต้องเลือกเป็นมินิเดรสนะคะ เพราะว่ามินิเดรสจะช่วยให้สาวๆ ดูน่ารักสดใสกว่าเคยค่ะ
>>> เข็มขัดเส้นหนา ... เลือกเป็นชุดเดรสยุค 50s ที่เสริมโครงตรงช่วงอกคล้ายๆคลอเซ็ตสำหรับผู้หญิงค่ะ อาจเป็นลายจุด หรือลายเรขาคณิตดูวินเทจเล็กๆ พี่เหมี่ยวว่าแต่งตัสไตล์นี้ดูเรียบหรู และเปรี้ยวเก๋มีสไตล์ในเวลาเดียวกันเลยนะคะ
>>> เข็มขัดสานเส้นเล็ก … สำหรับเดรสสายเดี่ยวแต่งระบายที่ชุดและที่สายเสื้อเน้นโทนสีสดใสอย่างสีเหลือง หรือทองเพื่อให้เหมาะกับเข็มขัดเส้นเล็กสีธรรมชาติ และไม่ทำให้จีบหรือระบายดูหนาเกินไป เหมาะกับสาวหวานมากเลยล่ะค่ะ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทายใจจากศีรษะ :)


ขนาด รูปร่างของศีรษะ สามารถแยกแยะลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้ด้วยนะครับ ใครหัวเล็ก หัวโต มาลองอ่านกันว่าตรงหรือไม่ ?

ศีรษะกว้าง มากระหว่างสองหู
เป็นคนคล่องแคล่ว มีหัวทางธุรกิจ ไม่ค่อยสนใจขัดเกลาจิตใจเท่าไร

ศีรษะกว้างและเป็นโหนก
ถ้าด้านหน้า และส่วนบนของศีรษะดูกว้างเป็นลักษณะของคนที่ชอบศึกษาอาหารทางใจ พวกนี้จะอยู่ในโลกแห่งความฝัน บางครั้งสับสนระหว่างโลกความจริงกับจินตนาการ

คนที่มีลักษณะหัวแหลมคนที่มีศีรษะกว้างมาก
หากวัดจากส่วนบนใบหูทั้ง 2 ข้างเป็นหลัก คือ วัดจากหูด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งแล้วยาวมากกว่า 16 ซม. และศีรษะส่วนบนแคบมากจนแหลม คนที่มีลักษณะเช่นนี้จะเป็นคนกระด้าง ชอบใช้อำนาจคิดจะเป็นคนขี้อิจฉาหวงของโลภมากและเป็นคนประเภทวัตถุนิย

ศีรษะรูปไข่
หากศีรษะมีลักษณะยาวรีกลมคล้ายรูปไข่ จะเป็นคนฟุ้งซ่านสนใจเรื่องศาสนา และทุ่มเทเพื่ออุดมคติ

ศีรษะโหนกมาก
ลักษณะเช่นนี้ เป็นลักษณะของคนที่ปล่อยให้จิตใจเป็นใหญ่ แต่ถ้าต้นคอก็โหนกนูนด้วย แสดงว่าเป็นคนมีความต้องการมาก

รูปศีรษะปกติ
ศีรษะขนาดธรรมดา ได้สัดส่วนกับร่างกาย และส่วนบนสุดของศีรษะจะกว้างกว่าเล็กน้อย เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความสมดุลในจิตใจและร่างกาย

ศีรษะด้านหน้ากว้าง ด้านหลังแบน
ด้านหน้ากว้าง ด้านหลังแบนมีความกว้างและความยาวกว้างเกือบเท่ากัน คนที่มีลักษณะแบบนี้จะเป็นคนที่มีกำลัง มีเสน่ห์ปรับตัวเข้ากับหมู่คณะได้ดี ของสังคม

ศีรษะด้านบนแบน
ถ้าพบคนที่มีลักษณะศีรษะด้านบนแบนจะเป็นคนมองอะไรผิวเผินมาก พูดจากขวานผ่าซาก สามารถ ถากถาง คนได้เจ็บแส

ศีรษะด้านหลังโหนกมาก
ลักษณะแบบนี้ มักจะพบกับคนที่มีนิสัยยึดมั่น เชื่อมั่นเปลี่ยนความเชื่อยาก

ศีรษะบริเวณท้ายทอยมีลักษณะลาดต่ำ
ถ้าศีรษะด้านหลังบริเวณท้ายทอยมีลักษณะนูนโหนก เป็นลักษณะของคนที่สามารถจะฝ่าฝันอุปสรรคชีวิตได้ดี มีนิสัยชอบประนีประนอมถ่อมตนเพื่อความสงบ

ศีรษะใหญ่
ถ้าใหญ่กว่ามาตรฐาน จะเป็นคนฉลาด มีเหตุผล กล้าตัดสินใจ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและจะประสบความสำเร็จในชีวิต

ศีรษะใหญ่มาก
คน "หัวโต" > <" จะเป็นคนดื้อรั้นและไม่ค่อยยืนหยุ่นบางครั้ง เป็นผลจากต่อมในร่างกายบางอย่างผิดปกติ

ศีรษะเล็ก
เป็นคนที่มีสัญชาตญาณระวัง เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดี อารมณ์ขึ้นลงง่ายไร้ความคิด หุนหันพลันแล่น

ศีรษะเล็กมาก
เป็นลักษณะของคนเฉื่อยชา อ่อนแอและถูกชักจูงได้ง่าย เหมือนขาดการพัฒนาถึงขีดสุด ทั้งที่บางคนเป็น คนฉลาด แต่ขาดพลังในตัว


**แหม เพื่อนแอบจับหัว เช็คลักษณะกันใหญ่เลยนะ 5 55'