วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม


15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม (modernmom)

การกินเป็นเรื่องที่ละเลยไมได้ ใครที่เคยกินอาหารแบบลืมนึกถึงสุขภาพ กินตามใจปาก รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการกินเหล่านี้ จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว หากคุณไม่อยากให้สุขภาพ ร่างกายเสื่อมก่อนเวลา เรามีวิธีการกินให้สุขภาพดีและไม่ควรมองข้ามในชีวิตประจำวันมาฝากกัน

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 1. กินผัก ผลไม้ เป็นหลัก อาหารจำพวก ธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีคุณค่าแล้ว ยังเป็นกลุ่มของอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ทำให้อิ่มนานเพราะมีใยอาหารปริมาณสูง

นอกจากนี้ใยอาหารซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีจะช่วยในการขับถ่ายและดูดซึมสารพิษในลำไส้ โดยขับออกมาพร้อมกับอุจจาระจึงช่วยป้องกันการสะสมของสารพิษ และลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวารและลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ได้

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 2. กินทีละนิด แต่บ่อย ๆ ทำให้กระเพาะไม่ต้องเหนื่อยมากจึงช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้ระดับของฮอร์โมนที่คอยควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่แกว่งขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกง่วงและไม่นึกอยากกินจุบกิน นอกจากนี้การกินอาหารทีละมากๆ ยังทำให้กระเพาะของคุณขยายออกอีกด้วย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 3. เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี ไขมันไม่ให้มีโทษไปเสียทุกชนิด ร่างกายยังต้องการไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน สร้างความอบอุ่น ช่วยในการทำงานของสมอง และเป็นองค์ประกอบของฮอร์โมนต่าง ๆ รวมทั้งช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ไขมัน ที่ดีคือไขมันที่ไม่อิ่มตัว มีมากในน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย และปลา ฯลฯ

ส่วนไขมันชนิดเลว คือ ไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มขึ้น อาจสะสมอุดตันในเส้นเลือดน้ำมันชนิดนี้มักพบในกะทิ น้ำมันปาล์ม ไขมันจากสัตว์ เป็นต้น

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 4. อย่าปล่อยให้หิวเกินไป การปล่อยให้ตนเองหิวมาก ๆ อาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อต่อจะช่วยได้มาก

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 5. เลี่ยงเค็ม อาหารส่วนใหญ่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรสน้ำปลา ขนมกรุบกรอบ อาหารหมักดอง ฯลฯ จึงเป็นไปได้ว่าในแต่ละวันเรามักจะได้รับโซเดียมเกินความต้องการของ แม้ว่าโซเดียมจะมีประโยชน์ช่วยควบคุมปริมาณน้ำ ความดันเลือดในร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 6. กินน้ำตาลอย่างพอดี อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่แป้งและน้ำตาล เมื่อเข้าสู่ร่างกายและผ่านการย่อยจะได้กลูโคสซึ่งก็คือน้ำตาลชนิดหนึ่ง กลูโคสเป็นสารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ขณะเดียวกันหากมีมากเกินไปจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม จึงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้การมีน้ำตาลอยู่ในร่างกายปริมาณสูงจะทำให้การสร้างอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเสียสมดุลไป เป็นสาเหตุทำให้โรคเบาหวานได้ง่าย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 7. เลิกกินไปดูไป การกินอาหารไปดูหนังไป ทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้ว หรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัว ๆ ทำให้ผู้ที่กินอาหารเพลิดเพลินเจริญอาหารมากปกติอีกด้วย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 8. ไม่รีบดื่มน้ำ การดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโพแทสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้หายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติ ก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 9. งดชา กาแฟบ้าง เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนไม่เหมาะผู้ที่มีอาการปวดหลังเพราะกาเฟอีนลดหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้น ซึ่งเอ็นดอร์ฟินมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะ

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 10. ผลไม้ 1 ชิ้น หลังอาหาร กินแอปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การกินสับปะรดและมะละกอก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซม์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 11. กินอาหารอายุสั้น ทำให้เราอายุยืน (ผัก ผลไม้สด) เพราะอาหารไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูป ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสารพิษตกค้างและการกินอาหารอายุยืน ทำให้เราอายุสั้น (อาหารแปรรูปทุกชนิดอาหารหมักดองต่าง ๆ) อาหารเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปในหลากหลายรูปแบบ หรือใส่สารกันบูดเพื่อยืดอายุอาหารให้ยาวนานขึ้น แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะสะสม และตกค้างเป็นสารพิษสะสมอันตรายต่อร่างกาย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 12. กินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ การเร่งกินอาหารทำให้เอนไซม์สำหรับย่อยอาหารในน้ำลาย และในกระเพาะไม่มีเวลาทำงานอย่างเต็มที่ อาจจะทำให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารหยุดทำงาน และระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 13. กินเนื้อสัตว์ให้ย่อยง่าย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ถ้ามื้อนั้นกินเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรกินผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมด ต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ จนเกิดกรดในกระเพาะตามมาภายหลัง

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 14. กินมื้อเช้าบำรุงสมอง มื้อเช้าเป็นอาหารมื้อแรกที่มีความสำคัญมากที่สุดของทุกๆ วัน เพราะร่างกายไม่มีสารอาหารมานานหลายชั่วโมง การไม่รับประทานอาหารเข้าบ่อยครั้ง อาจจะส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดอาหารและลดอัตราการเผาผลาญแคลอรีลง เราจึงควรเติมพลังยามเช้าด้วย อาหารที่มีคุณค่าเพื่อช่วยรักษาสมดุลคงระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และกระตุ้นอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสตลอดทั้งวัน

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 15. ลดการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้น หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไปควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

เมื่อให้ความสำคัญกับเรื่องกินแล้ว ก็ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด เท่านี้คุณก็จะพร้อมรับทุกสถานการณ์ในทุกวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อียิปต์ กับความสกปรกที่คุณต้องอึ้ง







วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ปัญหาคาใจเรื่องสิวๆ

พอสิวผุดขึ้นมา บางคนร้อนใจไม่อยากให้มันขึ้นมาอีกครั้ง จึงรีบหาสาเหตุของการเกิดสิวต่างๆ ดังนั้นจึงเกิดปัญหาคาใจในเรื่องต่างๆ อย่างกินช็อกโกแลตบ่อยๆ แล้วสิวขึ้นหรือผิวเราแห้งหรือมันกันแน่ มาไขปัญหาสิวกันเลย

อยากหน้าสะอาดต้องล้างบ่อย
ล้างหน้าบ่อยไปไม่เหมือนล้างมือนะจ๊ะที่การันตีว่าสะอาดชัวร์ แถมยังเป็นการไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นอีกต่างหาก การล้างหน้าที่เหมาะสมควรเป็นแบบปกติที่น้องทำกันคือสองครั้งต่อวันนี่ล่ะ การล้างบ่อยทำให้หน้าแห้งแล้วผิวหน้ายังผลิตความมันเพิ่มขึ้นด้วย

กินช็อกโกแลตแล้วทำให้สิวขึ้น ?
หลายคนกลัวช็อกโกแลตเพราะไม่อยากให้สิวขึ้น เป็นเรื่องเรื่องเล่าในตำนานที่เชื่อกันต่อๆ มา ทั้งที่ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ยืนยัน มีแต่ผลวิจัยที่แบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่ม มีกลุ่มหนึ่งกินช็อกโกแลต ผลที่ได้รับคือทั้ง 2 กลุ่ม ไม่พบอัตราการเกิดสิวแต่อย่างใด "แต่น้องบางคนยืนยันว่ามีจริงๆ" สามารถเกิดขึ้นกับบางคนได้เหมือนกัน ตรวจเช็คกันให้ดีนะ


นอนดึกแล้วสิวขึ้นจริงไหม ?
การพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดสิว เพราะขณะที่เรานอนหลับร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง ส่งผลต่อผิวหน้า ดังนั้นการนอนอย่างเพียงพอจะทำให้ไม่เกิดสิวแล้วสุขภาพดีด้วยครับ

ผิวมันหรือแห้งกันแน่ ?
วัยรุ่นไทยร้อนชื้นอย่างเราส่วนใหญ่มีสภาพผิวมัน แต่คนผิวมันอาจงงกับตัวเองว่าทำไมบางทีก็รู้สึกว่ามีผิวลอก แห้งแตก หนักข้อเข้า ทั้งมันทั้งแห้งในวันเดียวกันเลย กรณีนี้อาจเกิดจากคนผิวมันที่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีความเป็นด่างมากติดต่อกัน ทำให้ผิวแห้งลอกเป็นขุย เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องกับลักษณะผิว

สิวเสี้ยน จัดการอย่างไร ?
สิวเสี้ยนเกิดจากการอุดตันในรูขุมขน เกิดได้ทั้งการทำความสะอาดไม่พอหรือการอุดตันจากการฝุ่นหรือการสัมผัสของเรา
- กินผักผลไม้พื่อระบบขับถ่ายที่ดี
-
ก่อนจะใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับหน้า ต้องล้างมือให้สะอาด
-
เปลี่ยนปลอกหมอนอยู่เป็นประจำ
-
อย่าสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ หรือเมื่อมือสกปรก
-
ทำความสะอาดพิถีพิถันมากขึ้น

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

วัฒนธรรมต่างประเทศ

5 เมืองที่ได้รับการโหวตว่า "อาหารอร่อยที่สุด"
คอลัมน์วัฒนธรรมต่างประเทศที่จะพา ไปเปิดโลกกว้างเช่นเคย ! ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ดังที่สุดในโลกล่ะก็ คงไม่มีเว็บไหนจะสู้ lonelyplanet.com ได้ ซึ่งล่าสุด lonelyplanet เค้าเปิดให้สมาชิกของเว็บซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวตัวยงร่วมโหวตว่า "Which city would you travel to for the food?" หรือแปลว่า เมืองไหนในโลกที่คุณจะเดินทางไปเที่ยวเพราะเรื่องของอาหาร? หรือแปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เมืองไหนในโลกที่มีอาหารที่อร่อยที่สุด ?!! และผลโหวตก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลย

อันดับ 5 New York - Pluralism Food

ถ้าพูดถึงมหานครนิวยอร์กในอเมริกาล่ะก็ บอกได้เลยว่าเป็นเมืองที่มีการผสมผสานของหลายวัฒนธรรม มีคนต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่เป็นสิบเป็นร้อยเชื้อชาติ ดังนั้นร้านอาหารในเมืองนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารนานาชาติเพราะมีอาหารของแทบทุกชาติขายอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารไทย ร้านพิซซ่า ร้านอาหารจีน ร้านบุฟเฟต์ญี่ปุ่น ร้านบุฟเฟต์ช็อกโกแล็ต ร้านอาหารฝรั่งเศส เป็นต้น เรียกได้ว่าแค่ที่นิวยอร์กที่เดียว น้องๆ สามารถทัวร์ชิมอาหารครบจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้

อันดับ 4 Hong Kong - Simple but Delicious

อาหารฮ่องกงนั้น เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนอาหารจีน 100% เลยก็ว่าได้ แต่เท่าที่รู้ รู้สึก อาหารฮ่องกงจะมีรสชาติ และไม่จืดชืดเหมือนอาหารจีน สำหรับเมนูฮิตๆ ก็ไม่ใช่เมนูแปลกใหม่อะไรมากค่ะ ส่วนมากก็จะเป็นพวกโจ๊ก(หมูชิ้นใหญ่มากกก) บะหมี่เกี๊ยว(เกี๊ยวอันใหญ่เกือบเท่ากำปั้น) ติ่มซำ(เนื้อแน่นมาก) จะเห็นได้ว่าเป็นเมนูธรรมดามากๆ แต่มันต้องลอง

อันดับ 3 Paris - Original French
ไม่น่าแปลกใจที่ปารีสจะติดอันดับเข้ามา เพราะฝรั่งเศสเป็นแหล่งกำเนิดโรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลกหลายแห่ง เชฟมือทองระดับโลกหลายคนต่างก็มีบ้านเกิดอยู่ที่นี่ เมนูฝรั่งเศสแบบออริจินัลที่ห้ามพลาด เช่น Cog au vin (ไก่อบซอสไวน์แดง) Soupe a l'Oignon au Fromage (ซุปหัวหอม) Pâté de Foie Gras (ตับบดเครื่องเทศ) รวมไปถึงของหวานจำพวกเบเกอรี่ต่างๆ ครัวซองต์ เครป ที่นี่เค้าก็ขึ้นชื่อระดับโลกทีเดียว

อันดับ 2 Rome - Meat Lover
ถ้าอาหารอิตาเลียนไม่ติดอันดับก็คงจะแปลกๆ สินะ เมนูหลักขึ้นชื่อคงไม่พ้นสปาเก็ตตี้ (หอมเนย ชีสเยิ้ม) แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นอาหารโรมแท้ๆ ส่วนมากจะเน้น "เนื้อ" เป็นหลักค่ะ เช่น Saltimbocca (เนื้อม้วน) Stufatino (สตูว์เนื้อ) Coda alla vaccinara (ซุปหางวัว) เรียกได้ว่าใครชอบกินเนื้อล่ะก็ ห้ามพลาด !

อันดับ 1 Bangkok - Thai food is The Best

ทายนิสัยจากรสที่ชอบ :)

อาหารที่ถูกปากต้องมีรสชาติที่ครบเครื่อง แต่วันนี้พี่มิ้งจะลองให้น้องๆ เลือกมา 1 รสเท่านั้น ลองเลือกรสที่ถูกใจที่สุดแล้วมาทายนิสัยกันเลย

รสจืด,รสเค็ม,รสเปรี้ยว,รสหวาน,รสเผ็ด



รสจืด เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ปกครองง่าย พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ค่อยขนขวายหรือกระตือรือร้น อยู่ง่าย กิน ง่าย แต่งตัวตามสบาย เป็นคนขี้ใจอ่อน

รสหวาน เป็นคนใจบุญ สงสารคนอื่นไปทั่ว อารมณ์ดี ชอบกีฬาและโปรดปรานเสียงเพลง รักง่ายหน่ายเร็ว แต่ถ้ารักใครแล้ว ก็จะขี้หึง มีจิตใจโลเล ไม่ค่อยจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนช่างฝันและเป็นมิตรที่แสนดี

รสเค็ม เป็นคนที่มีนิสัยเหมือนรส คือ มักได้ ควักยาก ชอบแต่งตัวธรรมดา แต่จะขยันหมั่นเพียร อดกลั้น เวลารักใครมักจะเอา ไว้ในใจชอบอยู่คนเดียว และมักจะคุยกับใครได้ไม่นาน

รสเผ็ด เป็นคนเฉียบขาด รุนแรง เป็นคนฉุนเฉียวง่าย แต่ฉลาดทันคน ตรงไปตรงมา ไม่ยอมแพ้ใคร รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับ

รสเปรี้ยว เป็นคนชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกระดับ เพราะช่างพูด ชอบวางตัวเด่นจน คนอื่นอิจฉา หาเงินเก่ง และใช้เงินเก่งด้วย ชอบทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ก็เลยทำอะไรไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ และไม่ชอบงานที่ต้องออกแรง

เลือกปรุงรสอะไรเป็นรสแรกล่ะเพื่อนๆ แล้วออกมาเป็นรสการทำนายที่ตรงกับนิสัยของเราหรือเปล่า :)


เชื่อไหม ! ลดอ้วนได้ เพราะเดินเร็ว

เชื่อไหม ! ลดอ้วนได้ เพราะเดินเร็ว



สาวหลายคนมีพฤติกรรมการเดินที่แตกต่างกันออกไป บางคนเดินช้า บางคนเดินเร็ว แล้วคุณสาวๆ ทราบกันรึ
ป่าวคะว่า การที่เราเดินเร็วๆ นั้นจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิม


ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาอ้วนลงพุง คือ ผู้ชายเกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงเกิน 80 เซนติเมตร โดยไม่รู้ว่าการอ้วนลักษณะนี้จะมีอันตรายต่อตัวเอง ซึ่งคนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งรอบพุงมากเท่าไหร่ไขมันยิ่งสะสมในช่องท้องมากเท่านั้น ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนไม่อ้วนหรือคนไม่มีพุงประมาณ 3 เท่าตัว และเมื่อเป็นเบาหวานแล้วจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดที่หัวใจและที่สมองขึ้นอีกประมาณ 3 เท่าตัว ดังนั้น ใครที่ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น


ผลการวิจัยในต่างประเทศ ..2545 พบว่าคนอ้วนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเดินออกกำลังกายแค่วันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 5 วัน รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงจากเดิมได้ร้อยละ 5-7 และได้มีการติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 ปี เปรียบเทียบกับกลุ่มคนอ้วนที่ดำเนินชีวิตปกติ พบว่าอัตราการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดลงร้อยละ 5-10 และลดไขมันในช่องท้องลงได้ร้อยละ 30

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม


15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม (modernmom)

การกินเป็นเรื่องที่ละเลยไมได้ ใครที่เคยกินอาหารแบบลืมนึกถึงสุขภาพ กินตามใจปาก รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการกินเหล่านี้ จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว หากคุณไม่อยากให้สุขภาพ ร่างกายเสื่อมก่อนเวลา เรามีวิธีการกินให้สุขภาพดีและไม่ควรมองข้ามในชีวิตประจำวันมาฝากกัน

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 1. กินผัก ผลไม้ เป็นหลัก อาหารจำพวก ธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีคุณค่าแล้ว ยังเป็นกลุ่มของอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ทำให้อิ่มนานเพราะมีใยอาหารปริมาณสูง

นอกจากนี้ใยอาหารซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีจะช่วยในการขับถ่ายและดูดซึมสารพิษในลำไส้ โดยขับออกมาพร้อมกับอุจจาระจึงช่วยป้องกันการสะสมของสารพิษ และลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวารและลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ได้

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 2. กินทีละนิด แต่บ่อย ๆ ทำให้กระเพาะไม่ต้องเหนื่อยมากจึงช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้ระดับของฮอร์โมนที่คอยควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่แกว่งขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกง่วงและไม่นึกอยากกินจุบกิน นอกจากนี้การกินอาหารทีละมากๆ ยังทำให้กระเพาะของคุณขยายออกอีกด้วย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 3. เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี ไขมันไม่ให้มีโทษไปเสียทุกชนิด ร่างกายยังต้องการไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน สร้างความอบอุ่น ช่วยในการทำงานของสมอง และเป็นองค์ประกอบของฮอร์โมนต่าง ๆ รวมทั้งช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ไขมัน ที่ดีคือไขมันที่ไม่อิ่มตัว มีมากในน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย และปลา ฯลฯ

ส่วนไขมันชนิดเลว คือ ไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มขึ้น อาจสะสมอุดตันในเส้นเลือดน้ำมันชนิดนี้มักพบในกะทิ น้ำมันปาล์ม ไขมันจากสัตว์ เป็นต้น

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 4. อย่าปล่อยให้หิวเกินไป การปล่อยให้ตนเองหิวมาก ๆ อาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อต่อจะช่วยได้มาก

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 5. เลี่ยงเค็ม อาหารส่วนใหญ่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรสน้ำปลา ขนมกรุบกรอบ อาหารหมักดอง ฯลฯ จึงเป็นไปได้ว่าในแต่ละวันเรามักจะได้รับโซเดียมเกินความต้องการของ แม้ว่าโซเดียมจะมีประโยชน์ช่วยควบคุมปริมาณน้ำ ความดันเลือดในร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 6. กินน้ำตาลอย่างพอดี อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่แป้งและน้ำตาล เมื่อเข้าสู่ร่างกายและผ่านการย่อยจะได้กลูโคสซึ่งก็คือน้ำตาลชนิดหนึ่ง กลูโคสเป็นสารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ขณะเดียวกันหากมีมากเกินไปจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม จึงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้การมีน้ำตาลอยู่ในร่างกายปริมาณสูงจะทำให้การสร้างอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเสียสมดุลไป เป็นสาเหตุทำให้โรคเบาหวานได้ง่าย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 7. เลิกกินไปดูไป การกินอาหารไปดูหนังไป ทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้ว หรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัว ๆ ทำให้ผู้ที่กินอาหารเพลิดเพลินเจริญอาหารมากปกติอีกด้วย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 8. ไม่รีบดื่มน้ำ การดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโพแทสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้หายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติ ก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 9. งดชา กาแฟบ้าง เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนไม่เหมาะผู้ที่มีอาการปวดหลังเพราะกาเฟอีนลดหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้น ซึ่งเอ็นดอร์ฟินมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะ

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 10. ผลไม้ 1 ชิ้น หลังอาหาร กินแอปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การกินสับปะรดและมะละกอก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซม์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 11. กินอาหารอายุสั้น ทำให้เราอายุยืน (ผัก ผลไม้สด) เพราะอาหารไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูป ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสารพิษตกค้างและการกินอาหารอายุยืน ทำให้เราอายุสั้น (อาหารแปรรูปทุกชนิดอาหารหมักดองต่าง ๆ) อาหารเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปในหลากหลายรูปแบบ หรือใส่สารกันบูดเพื่อยืดอายุอาหารให้ยาวนานขึ้น แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะสะสม และตกค้างเป็นสารพิษสะสมอันตรายต่อร่างกาย

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 12. กินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ การเร่งกินอาหารทำให้เอนไซม์สำหรับย่อยอาหารในน้ำลาย และในกระเพาะไม่มีเวลาทำงานอย่างเต็มที่ อาจจะทำให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารหยุดทำงาน และระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 13. กินเนื้อสัตว์ให้ย่อยง่าย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ถ้ามื้อนั้นกินเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรกินผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมด ต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ จนเกิดกรดในกระเพาะตามมาภายหลัง

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 14. กินมื้อเช้าบำรุงสมอง มื้อเช้าเป็นอาหารมื้อแรกที่มีความสำคัญมากที่สุดของทุกๆ วัน เพราะร่างกายไม่มีสารอาหารมานานหลายชั่วโมง การไม่รับประทานอาหารเข้าบ่อยครั้ง อาจจะส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดอาหารและลดอัตราการเผาผลาญแคลอรีลง เราจึงควรเติมพลังยามเช้าด้วย อาหารที่มีคุณค่าเพื่อช่วยรักษาสมดุลคงระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และกระตุ้นอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสตลอดทั้งวัน

http://img.kapook.com/image/icon/37.gif 15. ลดการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้น หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไปควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

เมื่อให้ความสำคัญกับเรื่องกินแล้ว ก็ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด เท่านี้คุณก็จะพร้อมรับทุกสถานการณ์ในทุกวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อียิปต์ กับความสกปรกที่คุณต้องอึ้ง







วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ปัญหาคาใจเรื่องสิวๆ

พอสิวผุดขึ้นมา บางคนร้อนใจไม่อยากให้มันขึ้นมาอีกครั้ง จึงรีบหาสาเหตุของการเกิดสิวต่างๆ ดังนั้นจึงเกิดปัญหาคาใจในเรื่องต่างๆ อย่างกินช็อกโกแลตบ่อยๆ แล้วสิวขึ้นหรือผิวเราแห้งหรือมันกันแน่ มาไขปัญหาสิวกันเลย

อยากหน้าสะอาดต้องล้างบ่อย
ล้างหน้าบ่อยไปไม่เหมือนล้างมือนะจ๊ะที่การันตีว่าสะอาดชัวร์ แถมยังเป็นการไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นอีกต่างหาก การล้างหน้าที่เหมาะสมควรเป็นแบบปกติที่น้องทำกันคือสองครั้งต่อวันนี่ล่ะ การล้างบ่อยทำให้หน้าแห้งแล้วผิวหน้ายังผลิตความมันเพิ่มขึ้นด้วย

กินช็อกโกแลตแล้วทำให้สิวขึ้น ?
หลายคนกลัวช็อกโกแลตเพราะไม่อยากให้สิวขึ้น เป็นเรื่องเรื่องเล่าในตำนานที่เชื่อกันต่อๆ มา ทั้งที่ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ยืนยัน มีแต่ผลวิจัยที่แบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่ม มีกลุ่มหนึ่งกินช็อกโกแลต ผลที่ได้รับคือทั้ง 2 กลุ่ม ไม่พบอัตราการเกิดสิวแต่อย่างใด "แต่น้องบางคนยืนยันว่ามีจริงๆ" สามารถเกิดขึ้นกับบางคนได้เหมือนกัน ตรวจเช็คกันให้ดีนะ


นอนดึกแล้วสิวขึ้นจริงไหม ?
การพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดสิว เพราะขณะที่เรานอนหลับร่างกายจะซ่อมแซมตัวเอง ส่งผลต่อผิวหน้า ดังนั้นการนอนอย่างเพียงพอจะทำให้ไม่เกิดสิวแล้วสุขภาพดีด้วยครับ

ผิวมันหรือแห้งกันแน่ ?
วัยรุ่นไทยร้อนชื้นอย่างเราส่วนใหญ่มีสภาพผิวมัน แต่คนผิวมันอาจงงกับตัวเองว่าทำไมบางทีก็รู้สึกว่ามีผิวลอก แห้งแตก หนักข้อเข้า ทั้งมันทั้งแห้งในวันเดียวกันเลย กรณีนี้อาจเกิดจากคนผิวมันที่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีความเป็นด่างมากติดต่อกัน ทำให้ผิวแห้งลอกเป็นขุย เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องกับลักษณะผิว

สิวเสี้ยน จัดการอย่างไร ?
สิวเสี้ยนเกิดจากการอุดตันในรูขุมขน เกิดได้ทั้งการทำความสะอาดไม่พอหรือการอุดตันจากการฝุ่นหรือการสัมผัสของเรา
- กินผักผลไม้พื่อระบบขับถ่ายที่ดี
-
ก่อนจะใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับหน้า ต้องล้างมือให้สะอาด
-
เปลี่ยนปลอกหมอนอยู่เป็นประจำ
-
อย่าสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ หรือเมื่อมือสกปรก
-
ทำความสะอาดพิถีพิถันมากขึ้น

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

วัฒนธรรมต่างประเทศ

5 เมืองที่ได้รับการโหวตว่า "อาหารอร่อยที่สุด"
คอลัมน์วัฒนธรรมต่างประเทศที่จะพา ไปเปิดโลกกว้างเช่นเคย ! ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ดังที่สุดในโลกล่ะก็ คงไม่มีเว็บไหนจะสู้ lonelyplanet.com ได้ ซึ่งล่าสุด lonelyplanet เค้าเปิดให้สมาชิกของเว็บซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวตัวยงร่วมโหวตว่า "Which city would you travel to for the food?" หรือแปลว่า เมืองไหนในโลกที่คุณจะเดินทางไปเที่ยวเพราะเรื่องของอาหาร? หรือแปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เมืองไหนในโลกที่มีอาหารที่อร่อยที่สุด ?!! และผลโหวตก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลย

อันดับ 5 New York - Pluralism Food

ถ้าพูดถึงมหานครนิวยอร์กในอเมริกาล่ะก็ บอกได้เลยว่าเป็นเมืองที่มีการผสมผสานของหลายวัฒนธรรม มีคนต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่เป็นสิบเป็นร้อยเชื้อชาติ ดังนั้นร้านอาหารในเมืองนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารนานาชาติเพราะมีอาหารของแทบทุกชาติขายอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารไทย ร้านพิซซ่า ร้านอาหารจีน ร้านบุฟเฟต์ญี่ปุ่น ร้านบุฟเฟต์ช็อกโกแล็ต ร้านอาหารฝรั่งเศส เป็นต้น เรียกได้ว่าแค่ที่นิวยอร์กที่เดียว น้องๆ สามารถทัวร์ชิมอาหารครบจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้

อันดับ 4 Hong Kong - Simple but Delicious

อาหารฮ่องกงนั้น เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนอาหารจีน 100% เลยก็ว่าได้ แต่เท่าที่รู้ รู้สึก อาหารฮ่องกงจะมีรสชาติ และไม่จืดชืดเหมือนอาหารจีน สำหรับเมนูฮิตๆ ก็ไม่ใช่เมนูแปลกใหม่อะไรมากค่ะ ส่วนมากก็จะเป็นพวกโจ๊ก(หมูชิ้นใหญ่มากกก) บะหมี่เกี๊ยว(เกี๊ยวอันใหญ่เกือบเท่ากำปั้น) ติ่มซำ(เนื้อแน่นมาก) จะเห็นได้ว่าเป็นเมนูธรรมดามากๆ แต่มันต้องลอง

อันดับ 3 Paris - Original French
ไม่น่าแปลกใจที่ปารีสจะติดอันดับเข้ามา เพราะฝรั่งเศสเป็นแหล่งกำเนิดโรงเรียนสอนทำอาหารระดับโลกหลายแห่ง เชฟมือทองระดับโลกหลายคนต่างก็มีบ้านเกิดอยู่ที่นี่ เมนูฝรั่งเศสแบบออริจินัลที่ห้ามพลาด เช่น Cog au vin (ไก่อบซอสไวน์แดง) Soupe a l'Oignon au Fromage (ซุปหัวหอม) Pâté de Foie Gras (ตับบดเครื่องเทศ) รวมไปถึงของหวานจำพวกเบเกอรี่ต่างๆ ครัวซองต์ เครป ที่นี่เค้าก็ขึ้นชื่อระดับโลกทีเดียว

อันดับ 2 Rome - Meat Lover
ถ้าอาหารอิตาเลียนไม่ติดอันดับก็คงจะแปลกๆ สินะ เมนูหลักขึ้นชื่อคงไม่พ้นสปาเก็ตตี้ (หอมเนย ชีสเยิ้ม) แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นอาหารโรมแท้ๆ ส่วนมากจะเน้น "เนื้อ" เป็นหลักค่ะ เช่น Saltimbocca (เนื้อม้วน) Stufatino (สตูว์เนื้อ) Coda alla vaccinara (ซุปหางวัว) เรียกได้ว่าใครชอบกินเนื้อล่ะก็ ห้ามพลาด !

อันดับ 1 Bangkok - Thai food is The Best

ทายนิสัยจากรสที่ชอบ :)

อาหารที่ถูกปากต้องมีรสชาติที่ครบเครื่อง แต่วันนี้พี่มิ้งจะลองให้น้องๆ เลือกมา 1 รสเท่านั้น ลองเลือกรสที่ถูกใจที่สุดแล้วมาทายนิสัยกันเลย

รสจืด,รสเค็ม,รสเปรี้ยว,รสหวาน,รสเผ็ด



รสจืด เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ปกครองง่าย พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ค่อยขนขวายหรือกระตือรือร้น อยู่ง่าย กิน ง่าย แต่งตัวตามสบาย เป็นคนขี้ใจอ่อน

รสหวาน เป็นคนใจบุญ สงสารคนอื่นไปทั่ว อารมณ์ดี ชอบกีฬาและโปรดปรานเสียงเพลง รักง่ายหน่ายเร็ว แต่ถ้ารักใครแล้ว ก็จะขี้หึง มีจิตใจโลเล ไม่ค่อยจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนช่างฝันและเป็นมิตรที่แสนดี

รสเค็ม เป็นคนที่มีนิสัยเหมือนรส คือ มักได้ ควักยาก ชอบแต่งตัวธรรมดา แต่จะขยันหมั่นเพียร อดกลั้น เวลารักใครมักจะเอา ไว้ในใจชอบอยู่คนเดียว และมักจะคุยกับใครได้ไม่นาน

รสเผ็ด เป็นคนเฉียบขาด รุนแรง เป็นคนฉุนเฉียวง่าย แต่ฉลาดทันคน ตรงไปตรงมา ไม่ยอมแพ้ใคร รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครบังคับ

รสเปรี้ยว เป็นคนชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกระดับ เพราะช่างพูด ชอบวางตัวเด่นจน คนอื่นอิจฉา หาเงินเก่ง และใช้เงินเก่งด้วย ชอบทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ก็เลยทำอะไรไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ และไม่ชอบงานที่ต้องออกแรง

เลือกปรุงรสอะไรเป็นรสแรกล่ะเพื่อนๆ แล้วออกมาเป็นรสการทำนายที่ตรงกับนิสัยของเราหรือเปล่า :)


เชื่อไหม ! ลดอ้วนได้ เพราะเดินเร็ว

เชื่อไหม ! ลดอ้วนได้ เพราะเดินเร็ว



สาวหลายคนมีพฤติกรรมการเดินที่แตกต่างกันออกไป บางคนเดินช้า บางคนเดินเร็ว แล้วคุณสาวๆ ทราบกันรึ
ป่าวคะว่า การที่เราเดินเร็วๆ นั้นจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าเดิม


ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาอ้วนลงพุง คือ ผู้ชายเกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงเกิน 80 เซนติเมตร โดยไม่รู้ว่าการอ้วนลักษณะนี้จะมีอันตรายต่อตัวเอง ซึ่งคนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งรอบพุงมากเท่าไหร่ไขมันยิ่งสะสมในช่องท้องมากเท่านั้น ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนไม่อ้วนหรือคนไม่มีพุงประมาณ 3 เท่าตัว และเมื่อเป็นเบาหวานแล้วจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดที่หัวใจและที่สมองขึ้นอีกประมาณ 3 เท่าตัว ดังนั้น ใครที่ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น


ผลการวิจัยในต่างประเทศ ..2545 พบว่าคนอ้วนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเดินออกกำลังกายแค่วันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 5 วัน รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงจากเดิมได้ร้อยละ 5-7 และได้มีการติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 ปี เปรียบเทียบกับกลุ่มคนอ้วนที่ดำเนินชีวิตปกติ พบว่าอัตราการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดลงร้อยละ 5-10 และลดไขมันในช่องท้องลงได้ร้อยละ 30