วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตำนานศุกร์ 13 วันแห่งอาถรรพ์



เมื่อเอ่ยถึงวันศุกร์ 13 นั้นหลาย ๆ คนอาจจะนึกไปถึงวันแห่งอาถรรพ์ เพราะเคยมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใช้ชื่อว่า ศุกร์ 13 ฝันหวาน แต่เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาว่า ทำไมวันศุกร์ 13 ถึงเป็นวันที่ไม่ดี

ว่ากันว่า ความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

ทั้ง นี้นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 - 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือ friggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ "Friday the 13th" ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

เมื่ออารมณ์ไม่ดี...ทำอย่างไรดีน้า

เมื่อคุณอารมณ์ไม่ดี คุณจะ …

1. ไปหาเพื่อนแล้วนั่งคุยกับเพื่อน

2. ชวนเพื่อนออกไปเที่ยวกันหลายๆ คน

3. ไปร่วมชุมนุมกับเพื่อน ๆ

4. นั่งอ่านหนังสือหรือฟังวิทยุอยู่ในบ้าน






เฉลย…ค่ะ



ไปหาเพื่อนและนั่งพูดคุยกับเพื่อน : แสดงว่าคุณต้องการ การปลอบประโลมจากเพื่อน คุณคิดว่าความสนิทสนมทางจิตใจ และอารมณ์มีความสำคัญกว่าการปรองดองสนิทสนมกันตามระเบียบพิธี จากอุปนิสัยของคุณ สามารถชี้ขาดได้ว่า เพื่อนของคุณจะมีไม่มากนัก แต่เพื่อนที่คุณคบ ต่างคือเพื่อนที่รู้ใจกัน

ชวนเพื่อนออกไปเที่ยวด้วยกันหลายๆ คน : คุณไม่เก่งในการจัดการ ในความต้องการของจิตใจและอารมณ์ของตนเอง ยามใดจิตใจเกิดอุปสรรค คุณก็จะออกเที่ยวกับเพื่อน ๆ เพื่อลืมปัญหาของตนเอง แต่นานวันเข้าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวคุณ หลักในการคบเพื่อนของคุณคือ ยึดหลักหมู่คณะเป็นหลัก น้อยนักที่จะคิดตริตรองว่า เพื่อนคนนี้สามารถคบกับตนเอง ด้วยความจริงใจได้หรือไม่

ไปร่วมชุมนุมกับเพื่อนๆ : การไปร่วมชุมนุมกับเพื่อน ๆ ขณะอารมณืไม่ดี แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า คุณไม่คิดจะเผชิญปัญหาของตนเอง สำหรับคุณ เพื่อนคือเครื่องมือในการแสวงหาความสุข และเป็นเพียงวิธีการหลีกเลี่ยง การสำรวจตัวเองเท่านั้น สามารถกล่าวได้ว่า คุณอาจคบค้าสมาคมกับผู้อื่นมากมาย แต่ก็อาจเป็นแค่เพื่อนกิน ไม่มีเพื่อนที่รู้ใจแม้แต่คนเดียว

นั่งอ่านหนังสือหรือฟังวิทยุอยู่บ้าน : คุณจัดอยู่ในประเภทชอบสำรวจตัวเอง คุณมักจะคิดว่า ขณะอารมณ์ไม่ดีคือโอกาสที่ดีที่สุด สำหรับการหวนสำรวจตัวเอง คุณไม่ใช่คนโดดเดี่ยวและปิดตัวเอง เพียงแต่คุณไม่ชอบใช้แบบพิธีภายนอก มาแก้ไขปัญหาภายในจิตใจ

10 วิธี พิชิตปัญหาผมชี้ฟู




ผมชี้ฟู คือปัญหาที่สุดแสนจะกวนใจสาว ๆ ทำให้ผมเผ้าดูยุ่งเหยิงเหมือนคนไม่ดูแลตัวเอง ทำให้เสียความมั่นใจไปมากเลยทีเดียว วันนี้เราจึงนำ 10 วิธี ในการพิชิตปัญหากวนใจนี้มาฝากกันค่ะ

1. สระผมแค่วันเว้นวันก็เพียงพอ

ปัญหาผมชี้ฟูมักเกิดขึ้นกับผู้ที่สระผมเป็นประจำทุกวัน แม้จะให้ความรู้สึกสะอาดหลังสระ แต่การสระผมก็ดึงเอาความชุ่มชื้นออกไปจากเส้นผมและหนังศีรษะด้วย ลองเว้นระยะการสระผมออกไปเป็นวันเว้นวัน(หรือมากกว่านั้น) เพื่อให้น้ำมันที่ผลิตโดยธรรมชาติจากหนังศีรษะได้หล่อเลี้ยงเคลือบเส้นผมบ้าง อันจะช่วยแก้ปัญหาผมชี้ฟูได้เป็นอย่างดี

2. ใช้คอนดิชั่นเนอร์ทุกครั้งหลังสระผม

ปัญหาผมชี้ฟูเกิดจากความชื้นในอากาศแทรกซึมเข้าสู่เส้นผม ทำให้เกล็ดผมที่ซ้อนตัวกันอยู่พองและเปิดออก อันเป็นที่มาของความชี้ฟูนั่นเอง การเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมด้วยคอนดิชั่นเนอร์ จะช่วยเคลือบปิดเกล็ดผมให้เรียบสนิท ป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความชื้นในอากาศนั่นเอง

3. ไม่ทำให้ผมแห้งด้วยการใช้ผ้าขนหนูขยี้ผม

การใช้ผ้าขนหนูเช็ดหรือขยี้บนเส้นผมเพื่อให้เส้นผมแห้งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เพราะการทำเช่นนี้จะไปรบกวนการเรียงตัวของเกล็ดผม ทำให้เมื่อผมแห้งแล้วดูฟูได้ เลี่ยงปัญหานี้ด้วยการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ซึ่งมีความสามารถในการซึมซับน้ำได้ดี กดซับเพื่อดูดน้ำและความชื้นออกจากเส้นผมแทน

4. ปกป้องเส้นผมทุกครั้งก่อนการจัดแต่งทรงด้วยอุปกรณ์แต่งผมที่ให้ความร้อน

ความร้อนจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมต่าง ๆ ทั้งไดร์เป่าผม ที่หนีบผมตรง และแกนม้วนผมไฟฟ้า ทำให้ผมสูญเสียความชุ่มชื้น เปราะ และชี้ฟู ปกป้องเส้นผมของคุณก่อนปัญหาเช่นนี้จะเกิดขึ้น ด้วยการใช้เซรั่มหรือลีฟออนที่ช่วยปกป้องผมจากความร้อนทุกครั้งก่อนการจัดแต่งทรง

5. ใช้ไดร์เป่าผมไอออนิก

ไดร์เป่าผมแบบไอออนิกให้ความแตกต่างกับเส้นผมมากกว่าการใช้ไดร์เป่าผมลมร้อนทั่วไป เพราะไดร์ชนิดไอออนิกจะปล่อยไอออนที่ถนอมเส้นผมมากกว่า ไม่ทำให้ผมแตกปลาย อันเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมชี้ฟูนั่นเอง

6. พรางผมชี้ฟูด้วยแกนม้วนผมไฟฟ้า

การพรางผมส่วนปลายที่ชี้ฟูด้วยแกนม้วนผมไฟฟ้า นอกจากจะช่วยจัดทรงให้ผมดูเป็นระเบียบมากขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เกล็ดผมเรียงตัวเป็นระเบียบขึ้นด้วย วิธีการคือเป่าผมด้วยลมเย็นให้แห้งก่อน แล้วจึงม้วนผมส่วนปลายด้วยแกนม้วนผมไฟฟ้า โดยแค่ม้วนเบา ๆ ไม่ทิ้งเอาไว้นาน เท่านี้ก็ช่วยแก้ปัญหาผมชี้ฟูไปได้ง่าย ๆ แล้ว

7. ใช้เซรั่มบำรุงผมที่มีส่วนผสมของซิลิโคน

ซิลิโคนเซรั่มจะเข้าเคลือบเส้นผมและปิดเกล็ดผมให้เรียบสนิท ทำให้ผมไม่ชี้ไม่ฟู วิธีการใช้ให้บีบเซรั่มลงบนมือ ขยี้ให้กระจายตัว แล้วใช้มือนั้นสางผม หรือจะหยดลงบนหวีซี่ห่างแล้วใช้หวีผมก็ได้ จากนั้นปล่อยให้ผมแห้งตามธรรมชาติ หรือจัดแต่งทรงด้วยไดร์เป่าผม

8. บำรุงผมด้วย ฮอต ออยล์ ทรีตเม้นท์ ทุกสัปดาห์

เนื่องจาก ฮอต ออยล์ มีเนื้อที่บางเบากว่าครีมมาส์ก จึงไม่ต้องกังวลว่าผมจะดูลีบติดหนังศีรษะ และใช้กับผมความยาวตั้งแต่บริเวณใบหูลงมาเท่านั้น ลองเลือกใช้ ฮอต ออยล์ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันโจโจบา อันจะช่วยให้เกล็ดผมแข็งแรงขึ้น ป้องกันโอกาสที่จะเกิดผมชี้ฟูในระยะยาวได้ด้วย

9. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

สเปรย์ฉีดผมหรือมูสใส่ผม มักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้แห้งได้ไวขึ้น แต่แอลกอฮอล์ที่ระเหยไปก็ดึงเอาความชุ่มชื้นออกไปจากเส่นผมด้วยเช่นกัน เมื่อผมแห้งก็ทำให้ดูฟูได้ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนไปเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อถนอมเส้นผมและลดความชี้ฟูดีกว่า

10. เปลี่ยนผมชี้ฟูให้ดูดีขึ้นด้วยสเปรย์เพิ่มประกายเงางาม

ฉีดสเปรย์ที่ช่วยเพิ่มความเงางามให้กับเส้นผมลงบนหวีแปรง แล้วใช้หวีนั้นสางเส้นผมจนจรดปลาย ผมที่เคยชี้ฟูก็จะดูเรียบและเงางามมากขึ้น ทำให้สาว ๆ ปล่อยผมได้อย่างมั่นใจ

ตัวอย่างการเซ็นสําเนาถูกต้อง

วิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง...รู้ไว้ไม่เป็นหนี้

บางคนอาจใช้ขีดเส้นขนาน แล้วเขียนข้อความ / เซ็นรับรอง

วันนี้ เอาวิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาที่ถูกต้อง มาแบ่งปันให้คุณรู้ไว้จะได้ไม่เป็นหนี้ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประมาทไม่ได้เลยล่ะ เพราะหากเซ็นไม่ถูกวิธีแม้เพียงนิดเดียว คุณอาจตกเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีที่นำเอาเอกสารสำเนาบัตร ประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารสำคัญอื่นๆ จากการเซ็นรับรองของเราไปทำประโยชน์ส่วนตน แต่สร้างหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้กับเรา ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ทุกครั้งหากต้องเซ็นเอกสารรับรองสำเนาอย่าลืม ...จำ...และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้นะ

ตัวอย่าง




1) ทุกครั้งหลังจากเซ็นชื่อ และเขียนรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า..เอกสารฉบับนั้นใช้สำหรับทำอะไร เช่น "ใช้เฉพาะสมัครงานเท่านั้น"


2) นอกจากกำกับรายละเอียดการใช้แล้ว ยังต้องกำกับ วัน/เดือน/ปี เขียนลงบนสำเนาที่ใช้ด้วยนะค่ะ ซึ่งนั่นจะช่วยกำหนดอายุการใช้งานสำเนาของเราได้


3) ต้องเขียนข้อความทั้งหมด ทับลงบนสำเนาส่วนที่เป็นบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารอื่นๆ ที่สำคัญ ทั้ง สามข้อคือวิธีเซ็นที่ถูกต้องในการรับรองสำเนาอย่างรัดกุม ไม่เปิดช่องทาง ให้กับมิจฉาชีพ เอาไปสร้างหนี้ให้กับเรา ต่อไปนี้ต้องระวัง เพราะคุณอาจเป็นรายต่อไป ที่จู่ๆก็มี หนี้ตามมาเคาะประตูถึงบ้าน รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมทำตามล่ะ


4) ในกรณี ที่เซ็นเอกสาร ต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น ถึงจะปลอดภัยที่สุด เพราะ เครื่องถ่ายเอกสาร บางเครื่อง สามารถถ่ายเอกสารโดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก เหลือใช้เฉพาะข้อความของบัตรประชาชน แล้วทำให้มิจฉาชีพ เซ็นเอกสารบัตรประชาชนนั้น แทนเราได้เลย

เพราะฉะนั้นเราควรเซ็นด้วยปากกาสีดำเท่านั้น เพราะไม่สามารถดึงหมึกสีดำออกได้ หรือถ้าดึงสีดำออกได้ข้อความก็จะหายไปหมดเลยทั้งหน้าบัตรประชาชน

อัพเดทศัพท์วัยรุ่น ปี 2012

วัยรุ่นถือเป็นวัยแห่งสีสัน ต้องการอิสระ ต้องการการยอมรับในสังคม ต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวตน เสื้อผ้าหน้าผมของพวกเขาจึงมีความเป็นเฉพาะกลุ่ม ชนิดที่บางครั้งผู้ใหญ่มองแล้วต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรับไม่ได้

แต่นอกเหนือจากการแสดงตัวตนผ่านเสื้อผ้าหน้าผมแล้ว ภาษาก็ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่วัยรุ่นใช้แสดงออกถึงตัวตนของพวกเขา หลาย ๆ คำอาจฟังดูแปลก ๆ คนนอกกลุ่มหรือผู้ใหญ่ ได้แต่ทำหน้าสงสัย เพราะไม่เข้าใจความหมาย

เพื่อลดความสงสัยของคนนอกกลุ่ม มติชนออนไลน์ ได้รวบรวมเอาคำศัพท์ฮิต ๆ ส่วนหนึ่ง พร้อมความหมาย ของกลุ่มวัยรุ่นมาไว้ที่นี่แล้ว




จิ้น = จินตนาการ ค่อนไปในทางชู้สาว เช่น "ฉันเห็น แมน กับ ต้น จับมือกันอะ เห็นแล้วจิ้นไปไกลเลยอะ"

ฟิน = เป็นอารมณ์ที่เห็นอะไรที่มัน “สุดยอด” เป็นอารมณ์สุดขีดในตอนนั้น

ปลวก = พวกอยู่ไม่นิ่ง ชอบเรียกร้องความสนใจให้ตัวเอง เหมือนปลวกที่ชอบสร้างรังตลอดเวลา และอาจรวมไปถึงพวกชอบจิกกัดคนอื่น

ติ่ง = แฟนคลับเกาหลีที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีมารยาท ไม่สนใจความเป็นไปของโลกนอกจากศิลปินของตัวเอง

ซึน (ซึนเดเระ) = พวกไม่พูดตรงๆ ชอบเก็บอาการ เสแสร้ง

เฮียก = น่าเกลียด ขี้เหร่มาก

ขี้เม้ง = พวกที่ชอบวีน ขี้โวยวาย ด่าเก่ง ปากจัด หน้าตาบูดบึ้ง

อิม = มาจาก impossible หมายถึง พวกเด็กเรียน คือสามารถทำเรื่อง (เรียน) ที่ยาก ๆ ที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

อีนี่หลายอย่าง = คนคนนี้เป็นทั้งผู้ชาย เกย์ กะเทย แต๋ว และตุ๊ด

อบกบ = ไม่ หล่อ

เกิร์ป = โง่ แบบ ควาย

ซับโบร๋ = หวัดดี

หน้าเงือก = หน้าตาไม่ดี

WannaBE = พวกจอมปลอม

งุ๊งงิ๊ง = รำคาญ น่าเบื่อ

เฟ่ย = ไม่ได้เรื่อง ไม่ดี

กระหลั่ว = เลว

สิ่งอัน = ทุกสิ่งทุกอย่าง

ป่วย = พวกที่ไม่ค่อยปกติ **

สลัมบอมเบย์ = ต่ำสุด ๆ

ไม่ใส่จิว = ไม่ใส่ใจจริง ๆ

หน้าผั๊ว = เกย์หน้าไม่สวย

โป๊ะแตก = ผู้ชายที่เผลอหลุดความเป็นสาวออกมา

ดัดจร = ดัจริต กะแดะ

เพื่อนปุก = ทอม

ชิซูกะ = ตะกละ กินไม่เลือก

แกสบี้ = แก่มาก ๆ

ออนป้า = แสดงความเป็นป้าสู่สายตาประชาชน

อวย = การที่ยกย่องคน ๆ นึงให้ดูดีเกินเหตุ เกินกว่าที่ควรเป็น

วันนี้โปร่ง = วันนี้ไม่ได้พาแฟนมาด้วย

วื่นวือ = วุ่นวายสุด ๆ

ห่าน = สวยมาก

สุย = หนุ่มที่แต่งตัวเห่ยมากไม่เข้ากาละเทศะ

จีว่า = เวลาเห็นใครแต่งตัวหรือแสดงออกเกินความจำเป็น

จี๊ด = สุดยอด เจ๋ง

ตึบ = สุดยอด เจ๋ง

G.B. = gereral เบ๊ คนรับใช้ทุกอย่าง

ดิ๊ว = ขโมย

ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ = ไร้สาระไปวัน ๆ

แอ๊ว = ยั่วยวนเพศตรงข้าม

นิ่งๆ ริงมายเบล = ไม่ทำอะไร อยู่เฉย ๆ ดีกว่า

องค์ลง หรือ มีองค์ = หมายถึงพวกขาวีน หรือพวกที่จู่ ๆ ก็เกิดอาการอารมณ์เสีย ของขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ถ้าผู้ชายมีองค์ หมายถึง ตุ๊ด กะเทย

สลิด = ดัดจริต

บุย บุย = บ๊าย บาย

ดิล (deal) = เข้าไปคุยจีบ

9 เรื่อง ที่วัยรุ่น อยากลบทิ้งไปจากโลกนี้

9 เรื่อง ที่วัยรุ่น อยากลบทิ้งไปจากโลกนี้

ถ้า เรื่องแย่ ๆ น่าเวียนเฮดทั้งหลายในโลกนี้ สามารถทำให้หายไปได้ง่ายๆ เหมือนการกด Backspace หรือ Delete จะดีแค่ไหนหนอ เอาแค่ 9 เรื่อง ที่ไอไลค์โพลคัดมาในฉบับนี้ถ้าหายไปได้หละก็… วัยรุ่นทั้งโลกก็คงแฮปปี้ดี๊ด๊ากระชุ่มกระชวยขึ้นอีกหลายสิบเท่าเลยทีเดียว




1.สิว
ไม่ เข้าใจเลยว่า ในเมื่อธรรมชาติสร้างวัยรุ่นให้มีใบหน้าใส ๆ ก่อนโรยราไปตามสังขาร แล้วเหตุไฉนถึงต้องสร้างสิวมาให้สถิตตามใบหน้าด้วย พอเอาเม็ดนี้ออกไปได้เม็ดนี้จะสูญหายไปได้อย่างถาวร จะเป็นอะไรเวรี่กู้ดมาก ๆ เลยคร่า

2. ประจำเดือน
เป็น ผู้หญิงก็ลำบากแฮะ ไหนจะต้องคอยดูแลทั้งหนังหน้า สารร่าง และเส้นผมบนหนังกบาลแล้ว ก็ต้องมีเรื่องที่ทำให้จุกจิกกวนตัวอยู่ทุกเดือนอีก ถ้าวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวไกล สามารถคิดค้นวัคซีนป้องกันการเป็นเมนส์ได้ละก็…เอิ่ม…อ่า…ก็คงเป็น อะไรที่ฝืนธรรมชาติน่าดูเลยแฮะ(มนุษยชาติถึงคราวสูญพันธุ์ก็ตรงนี้แหละวุ้ย)

3. สมุดพกที่ได้เกรด 0
อยาก รู้จริงๆ ว่าผู้ได๋เป็นผู้ตั้งกฎว่าการวัดผลการเรียนควรแบ่งเป็นเกรด 4 3 2 1 และ 0 เขาหรือเธอผู้นั้นจะรู้ไหมว่าเป็นต้นเหตุนำไปสู่การทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องเคี่ยวเข็ญแอนด์เข้มงวดลูกหลานเกินความจำเป็น ยิ่งถ้าเป็นเกรดรูปไข่ติดมาในสมุดพก…มีหวังโดนบ่นจนหูชาแน่

4. หนี้
หนี้…เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ไหนๆ ก็ล้วนแต่ทำให้ลูกหนี้กุมขมับนอนก่ายหน้าผากเลยทีเดียว หนำซ้ำยังมีดอกเบี้ยติดมาด้วย แหม้มมม…ถ้าเป็นดอกเบี้ยหัวใจแล้ว จะไม่กลุ้มใจเลยสักนิด (เฮ้ย มั่วแล้ววุ้ย) เอาเป็นว่า…ขอสรุปเลยแล้วกัน ถ้าต้องปลดหนี้ด้วยการเป็นทาสรับใช้เศรษฐีหนุ่มหล่อ อย่างในละครเวทีละก็…ยินดีคร่า (เอ่อ..ชักมั่วยิ่งกว่าเก่าอีกนะไอ้คนเขียน)

5. แฟนของคนที่เราแอบชอบ
เรื่อง หัวใจมันกะเกณฑ์ไม่ได้จริงๆ คนที่ควรชอบก็ไม่ชอบ ดั๊นนน…ไปหลงรักคนที่มีแฟนแล้ว จะให้ใจกล้าหน้าด้านแย่งแฟนชาวบ้านมาครอบครองก็ทำไม่ลง เพราะเสน่ห์และคารมมีไม่พอ…หุหุ ก็ได้แต่วาดฝันลมๆ แล้ง ๆ ไปว่า ถ้ามีพรวิเศษจริง ก็ขอให้แฟนของคนที่เราชอบหายลับหายไปสักทีเทิ้ด

6. การบ้านกองโต
ชีวิต วัยรุ่นร่าเริงลั้นลาเนี่ย มักจะมาจอดสนิท เหี่ยวเฉาสุดๆ ก็เมื่อเจอการบ้านเนี่แหละ แถมส่วนใหญ่มักจะเป็นการบ้านกองโตเสียด้วย สาเหตุมาจากพฤติกรรมดินพอกหางหมูนี่แหละ เมื่อไหร่นะ ? เมื่อไหร่ที่คุณครูจะเลิกแจกการบ้านให้นักเรียนสักที? วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่กัน??? (คงเป็นวันที่โลกแตกนั่นแหละ)

7. ครูที่จุกจิกจู้จี้
ก็ เข้าใจว่าที่ครูคอยจุกจิกจู้จี้พร่ำบ่นพวกเราน่ะ ก็ด้วยความเป็นห่วงหวังดีอย่างจริงใจ แต่คุณครูขา…พวกหนูเป็นพวกโสตประสาทระดับต่ำกว่ามาตราฐาน เวลาฟังอะไรซ้ำ ๆ นาน ๆ เข้า ก็มักจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไม่ได้ซึมเข้าไปในเซลล์สมองค่ะ คุณครูเปลืองน้ำลายเปล่า ๆ ปลี้ ๆ อยากบอกให้รู้อ่ะค่ะ แหะ ๆ

8. สัตว์เลื้อยคลานที่น่ารังเกียจ
งู เหลือม งูหลาม จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า จิ้งเหลน และอีกสารพัดสัตว์เลื้อยคลานน่าหยึกหยึย แค่นึกภาพในหัวก็ขยะแขยงไปถึงขั้วหัวใจแย้ว ก็ดูสิ…ทั้งรูปร่าง สี หรือผิวหนัง แบบว่าอั๊กลี่มากกกกไม่รู้ธรรมชาติสร้างขึ้นมาได้ไง อี๋ๆๆ ถ้าหายไปจากโลกนี้ไม่ได้ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ก็ขอให้น่ารักสักเศษเสี้ยวของหนูแฮมทาโร่ ก็ยังดี

9. ไขมัน
ไอ้ นี่แหละ คือตัวการที่ทำหลายคนต้องสูญเสียความสวย ความมั่นใจ ความภาคภูมิ ศักดิ์ศรี เสรีภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย แถมมันยังติดเหนียวหนึบตามบอดี้ยิ่งกว่าหมากฝรั่งติดพื้นรองเท้าเสียอีก กว่าจะแกะออกไปได้ ก็ช่างยากเย็นหนักหนา แต่นี่น่ากลัวกว่านั้นก็ตอนที่มันหวนกลับคืนมาน่ะสิ คราวนี้ล่ะติดหนึบยิ่งกว่ากาวตราช้างสิบหลอดรวมกันเสียอีก

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

4 วิธีพัฒนา “อีคิว”

4 วิธีพัฒนา “อีคิว”


สู่วิถีผู้มี “สุขภาพจิตดี” ช่วยการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ มีสุข เพียงหมั่นฝึกทักษะ 4 วิธี

นอกจากไอคิว (I.Q.) แล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว (E.Q.) ถือเป็นส่วนสำคัญต่อวัยเรียนอย่างมาก ซึ่งการเข้าใจ รู้จักแยกแยะ ควบคุม และแสดงอารมณ์ถูกต้องตามกาลเทศะได้นั้น จะช่วยเสริมสุข สร้างสมดุลของชีวิต ทั้งยังสามารถเผชิญความคับข้องใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่น โดยทักษะดังกล่าว สร้างได้ง่าย ๆ ดังนี้


เริ่มจาก “ฝึกสมาธิ” จะช่วยจัดระเบียบความคิด ส่งเสริมสมรรถภาพทางใจ ทำให้มั่นคงทางอารมณ์ สงบ หนักแน่น เยือกเย็น ทั้งยังคลายเครียด เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนั้น การออกกำลังกาย เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ ก็เป็นผลดีเช่นกัน

“ฝึกระงับอารมณ์” ยามเจอสถานการณ์ตึงเครียด ด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ กำหนดลมหายใจให้สติอยู่กับตัว โดยหายใจเข้า-ออกยาว ๆ, นับ 1-10 หรือ นับต่อเรื่อย ๆ จนรู้สึกสงบ หรือ ปลีกตัวออกมาชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งหัวใจหลักคือ ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ และหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสม

“ละทิ้งพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ” และค่อย ๆ ปรับปรุงตนเอง รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกเป็นผู้พูด-ผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น

“ยอมรับความบกพร่อง” เนื่องจากสิ่งที่หวังอาจไม่เป็นอย่างที่คิด 100% ดังนั้น ทักษะข้อนี้ จะช่วยให้ไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากเกินไป ขณะเดียวกัน ลองมองเป็นความท้าทาย เพื่อสร้างพลังใจต่อสู้กับอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้

ทักษะข้างต้น เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดได้ เหมาะอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤติปัญหาปัจจุบัน

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตำนานศุกร์ 13 วันแห่งอาถรรพ์



เมื่อเอ่ยถึงวันศุกร์ 13 นั้นหลาย ๆ คนอาจจะนึกไปถึงวันแห่งอาถรรพ์ เพราะเคยมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใช้ชื่อว่า ศุกร์ 13 ฝันหวาน แต่เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาว่า ทำไมวันศุกร์ 13 ถึงเป็นวันที่ไม่ดี

ว่ากันว่า ความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

ทั้ง นี้นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 - 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือ friggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ "Friday the 13th" ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

เมื่ออารมณ์ไม่ดี...ทำอย่างไรดีน้า

เมื่อคุณอารมณ์ไม่ดี คุณจะ …

1. ไปหาเพื่อนแล้วนั่งคุยกับเพื่อน

2. ชวนเพื่อนออกไปเที่ยวกันหลายๆ คน

3. ไปร่วมชุมนุมกับเพื่อน ๆ

4. นั่งอ่านหนังสือหรือฟังวิทยุอยู่ในบ้าน






เฉลย…ค่ะ



ไปหาเพื่อนและนั่งพูดคุยกับเพื่อน : แสดงว่าคุณต้องการ การปลอบประโลมจากเพื่อน คุณคิดว่าความสนิทสนมทางจิตใจ และอารมณ์มีความสำคัญกว่าการปรองดองสนิทสนมกันตามระเบียบพิธี จากอุปนิสัยของคุณ สามารถชี้ขาดได้ว่า เพื่อนของคุณจะมีไม่มากนัก แต่เพื่อนที่คุณคบ ต่างคือเพื่อนที่รู้ใจกัน

ชวนเพื่อนออกไปเที่ยวด้วยกันหลายๆ คน : คุณไม่เก่งในการจัดการ ในความต้องการของจิตใจและอารมณ์ของตนเอง ยามใดจิตใจเกิดอุปสรรค คุณก็จะออกเที่ยวกับเพื่อน ๆ เพื่อลืมปัญหาของตนเอง แต่นานวันเข้าจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวคุณ หลักในการคบเพื่อนของคุณคือ ยึดหลักหมู่คณะเป็นหลัก น้อยนักที่จะคิดตริตรองว่า เพื่อนคนนี้สามารถคบกับตนเอง ด้วยความจริงใจได้หรือไม่

ไปร่วมชุมนุมกับเพื่อนๆ : การไปร่วมชุมนุมกับเพื่อน ๆ ขณะอารมณืไม่ดี แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า คุณไม่คิดจะเผชิญปัญหาของตนเอง สำหรับคุณ เพื่อนคือเครื่องมือในการแสวงหาความสุข และเป็นเพียงวิธีการหลีกเลี่ยง การสำรวจตัวเองเท่านั้น สามารถกล่าวได้ว่า คุณอาจคบค้าสมาคมกับผู้อื่นมากมาย แต่ก็อาจเป็นแค่เพื่อนกิน ไม่มีเพื่อนที่รู้ใจแม้แต่คนเดียว

นั่งอ่านหนังสือหรือฟังวิทยุอยู่บ้าน : คุณจัดอยู่ในประเภทชอบสำรวจตัวเอง คุณมักจะคิดว่า ขณะอารมณ์ไม่ดีคือโอกาสที่ดีที่สุด สำหรับการหวนสำรวจตัวเอง คุณไม่ใช่คนโดดเดี่ยวและปิดตัวเอง เพียงแต่คุณไม่ชอบใช้แบบพิธีภายนอก มาแก้ไขปัญหาภายในจิตใจ

10 วิธี พิชิตปัญหาผมชี้ฟู




ผมชี้ฟู คือปัญหาที่สุดแสนจะกวนใจสาว ๆ ทำให้ผมเผ้าดูยุ่งเหยิงเหมือนคนไม่ดูแลตัวเอง ทำให้เสียความมั่นใจไปมากเลยทีเดียว วันนี้เราจึงนำ 10 วิธี ในการพิชิตปัญหากวนใจนี้มาฝากกันค่ะ

1. สระผมแค่วันเว้นวันก็เพียงพอ

ปัญหาผมชี้ฟูมักเกิดขึ้นกับผู้ที่สระผมเป็นประจำทุกวัน แม้จะให้ความรู้สึกสะอาดหลังสระ แต่การสระผมก็ดึงเอาความชุ่มชื้นออกไปจากเส้นผมและหนังศีรษะด้วย ลองเว้นระยะการสระผมออกไปเป็นวันเว้นวัน(หรือมากกว่านั้น) เพื่อให้น้ำมันที่ผลิตโดยธรรมชาติจากหนังศีรษะได้หล่อเลี้ยงเคลือบเส้นผมบ้าง อันจะช่วยแก้ปัญหาผมชี้ฟูได้เป็นอย่างดี

2. ใช้คอนดิชั่นเนอร์ทุกครั้งหลังสระผม

ปัญหาผมชี้ฟูเกิดจากความชื้นในอากาศแทรกซึมเข้าสู่เส้นผม ทำให้เกล็ดผมที่ซ้อนตัวกันอยู่พองและเปิดออก อันเป็นที่มาของความชี้ฟูนั่นเอง การเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผมด้วยคอนดิชั่นเนอร์ จะช่วยเคลือบปิดเกล็ดผมให้เรียบสนิท ป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความชื้นในอากาศนั่นเอง

3. ไม่ทำให้ผมแห้งด้วยการใช้ผ้าขนหนูขยี้ผม

การใช้ผ้าขนหนูเช็ดหรือขยี้บนเส้นผมเพื่อให้เส้นผมแห้งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เพราะการทำเช่นนี้จะไปรบกวนการเรียงตัวของเกล็ดผม ทำให้เมื่อผมแห้งแล้วดูฟูได้ เลี่ยงปัญหานี้ด้วยการใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ซึ่งมีความสามารถในการซึมซับน้ำได้ดี กดซับเพื่อดูดน้ำและความชื้นออกจากเส้นผมแทน

4. ปกป้องเส้นผมทุกครั้งก่อนการจัดแต่งทรงด้วยอุปกรณ์แต่งผมที่ให้ความร้อน

ความร้อนจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมต่าง ๆ ทั้งไดร์เป่าผม ที่หนีบผมตรง และแกนม้วนผมไฟฟ้า ทำให้ผมสูญเสียความชุ่มชื้น เปราะ และชี้ฟู ปกป้องเส้นผมของคุณก่อนปัญหาเช่นนี้จะเกิดขึ้น ด้วยการใช้เซรั่มหรือลีฟออนที่ช่วยปกป้องผมจากความร้อนทุกครั้งก่อนการจัดแต่งทรง

5. ใช้ไดร์เป่าผมไอออนิก

ไดร์เป่าผมแบบไอออนิกให้ความแตกต่างกับเส้นผมมากกว่าการใช้ไดร์เป่าผมลมร้อนทั่วไป เพราะไดร์ชนิดไอออนิกจะปล่อยไอออนที่ถนอมเส้นผมมากกว่า ไม่ทำให้ผมแตกปลาย อันเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมชี้ฟูนั่นเอง

6. พรางผมชี้ฟูด้วยแกนม้วนผมไฟฟ้า

การพรางผมส่วนปลายที่ชี้ฟูด้วยแกนม้วนผมไฟฟ้า นอกจากจะช่วยจัดทรงให้ผมดูเป็นระเบียบมากขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เกล็ดผมเรียงตัวเป็นระเบียบขึ้นด้วย วิธีการคือเป่าผมด้วยลมเย็นให้แห้งก่อน แล้วจึงม้วนผมส่วนปลายด้วยแกนม้วนผมไฟฟ้า โดยแค่ม้วนเบา ๆ ไม่ทิ้งเอาไว้นาน เท่านี้ก็ช่วยแก้ปัญหาผมชี้ฟูไปได้ง่าย ๆ แล้ว

7. ใช้เซรั่มบำรุงผมที่มีส่วนผสมของซิลิโคน

ซิลิโคนเซรั่มจะเข้าเคลือบเส้นผมและปิดเกล็ดผมให้เรียบสนิท ทำให้ผมไม่ชี้ไม่ฟู วิธีการใช้ให้บีบเซรั่มลงบนมือ ขยี้ให้กระจายตัว แล้วใช้มือนั้นสางผม หรือจะหยดลงบนหวีซี่ห่างแล้วใช้หวีผมก็ได้ จากนั้นปล่อยให้ผมแห้งตามธรรมชาติ หรือจัดแต่งทรงด้วยไดร์เป่าผม

8. บำรุงผมด้วย ฮอต ออยล์ ทรีตเม้นท์ ทุกสัปดาห์

เนื่องจาก ฮอต ออยล์ มีเนื้อที่บางเบากว่าครีมมาส์ก จึงไม่ต้องกังวลว่าผมจะดูลีบติดหนังศีรษะ และใช้กับผมความยาวตั้งแต่บริเวณใบหูลงมาเท่านั้น ลองเลือกใช้ ฮอต ออยล์ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันโจโจบา อันจะช่วยให้เกล็ดผมแข็งแรงขึ้น ป้องกันโอกาสที่จะเกิดผมชี้ฟูในระยะยาวได้ด้วย

9. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

สเปรย์ฉีดผมหรือมูสใส่ผม มักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้แห้งได้ไวขึ้น แต่แอลกอฮอล์ที่ระเหยไปก็ดึงเอาความชุ่มชื้นออกไปจากเส่นผมด้วยเช่นกัน เมื่อผมแห้งก็ทำให้ดูฟูได้ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนไปเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อถนอมเส้นผมและลดความชี้ฟูดีกว่า

10. เปลี่ยนผมชี้ฟูให้ดูดีขึ้นด้วยสเปรย์เพิ่มประกายเงางาม

ฉีดสเปรย์ที่ช่วยเพิ่มความเงางามให้กับเส้นผมลงบนหวีแปรง แล้วใช้หวีนั้นสางเส้นผมจนจรดปลาย ผมที่เคยชี้ฟูก็จะดูเรียบและเงางามมากขึ้น ทำให้สาว ๆ ปล่อยผมได้อย่างมั่นใจ

ตัวอย่างการเซ็นสําเนาถูกต้อง

วิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง...รู้ไว้ไม่เป็นหนี้

บางคนอาจใช้ขีดเส้นขนาน แล้วเขียนข้อความ / เซ็นรับรอง

วันนี้ เอาวิธีเซ็นชื่อรับรองสำเนาที่ถูกต้อง มาแบ่งปันให้คุณรู้ไว้จะได้ไม่เป็นหนี้ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประมาทไม่ได้เลยล่ะ เพราะหากเซ็นไม่ถูกวิธีแม้เพียงนิดเดียว คุณอาจตกเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีที่นำเอาเอกสารสำเนาบัตร ประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารสำคัญอื่นๆ จากการเซ็นรับรองของเราไปทำประโยชน์ส่วนตน แต่สร้างหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้กับเรา ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ทุกครั้งหากต้องเซ็นเอกสารรับรองสำเนาอย่าลืม ...จำ...และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้นะ

ตัวอย่าง




1) ทุกครั้งหลังจากเซ็นชื่อ และเขียนรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว ต้องเขียนรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า..เอกสารฉบับนั้นใช้สำหรับทำอะไร เช่น "ใช้เฉพาะสมัครงานเท่านั้น"


2) นอกจากกำกับรายละเอียดการใช้แล้ว ยังต้องกำกับ วัน/เดือน/ปี เขียนลงบนสำเนาที่ใช้ด้วยนะค่ะ ซึ่งนั่นจะช่วยกำหนดอายุการใช้งานสำเนาของเราได้


3) ต้องเขียนข้อความทั้งหมด ทับลงบนสำเนาส่วนที่เป็นบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาเอกสารอื่นๆ ที่สำคัญ ทั้ง สามข้อคือวิธีเซ็นที่ถูกต้องในการรับรองสำเนาอย่างรัดกุม ไม่เปิดช่องทาง ให้กับมิจฉาชีพ เอาไปสร้างหนี้ให้กับเรา ต่อไปนี้ต้องระวัง เพราะคุณอาจเป็นรายต่อไป ที่จู่ๆก็มี หนี้ตามมาเคาะประตูถึงบ้าน รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมทำตามล่ะ


4) ในกรณี ที่เซ็นเอกสาร ต้องใช้ปากกาหมึกสีดำเท่านั้น ถึงจะปลอดภัยที่สุด เพราะ เครื่องถ่ายเอกสาร บางเครื่อง สามารถถ่ายเอกสารโดยดึงหมึกสีน้ำเงินออก เหลือใช้เฉพาะข้อความของบัตรประชาชน แล้วทำให้มิจฉาชีพ เซ็นเอกสารบัตรประชาชนนั้น แทนเราได้เลย

เพราะฉะนั้นเราควรเซ็นด้วยปากกาสีดำเท่านั้น เพราะไม่สามารถดึงหมึกสีดำออกได้ หรือถ้าดึงสีดำออกได้ข้อความก็จะหายไปหมดเลยทั้งหน้าบัตรประชาชน

อัพเดทศัพท์วัยรุ่น ปี 2012

วัยรุ่นถือเป็นวัยแห่งสีสัน ต้องการอิสระ ต้องการการยอมรับในสังคม ต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวตน เสื้อผ้าหน้าผมของพวกเขาจึงมีความเป็นเฉพาะกลุ่ม ชนิดที่บางครั้งผู้ใหญ่มองแล้วต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรับไม่ได้

แต่นอกเหนือจากการแสดงตัวตนผ่านเสื้อผ้าหน้าผมแล้ว ภาษาก็ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่วัยรุ่นใช้แสดงออกถึงตัวตนของพวกเขา หลาย ๆ คำอาจฟังดูแปลก ๆ คนนอกกลุ่มหรือผู้ใหญ่ ได้แต่ทำหน้าสงสัย เพราะไม่เข้าใจความหมาย

เพื่อลดความสงสัยของคนนอกกลุ่ม มติชนออนไลน์ ได้รวบรวมเอาคำศัพท์ฮิต ๆ ส่วนหนึ่ง พร้อมความหมาย ของกลุ่มวัยรุ่นมาไว้ที่นี่แล้ว




จิ้น = จินตนาการ ค่อนไปในทางชู้สาว เช่น "ฉันเห็น แมน กับ ต้น จับมือกันอะ เห็นแล้วจิ้นไปไกลเลยอะ"

ฟิน = เป็นอารมณ์ที่เห็นอะไรที่มัน “สุดยอด” เป็นอารมณ์สุดขีดในตอนนั้น

ปลวก = พวกอยู่ไม่นิ่ง ชอบเรียกร้องความสนใจให้ตัวเอง เหมือนปลวกที่ชอบสร้างรังตลอดเวลา และอาจรวมไปถึงพวกชอบจิกกัดคนอื่น

ติ่ง = แฟนคลับเกาหลีที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีมารยาท ไม่สนใจความเป็นไปของโลกนอกจากศิลปินของตัวเอง

ซึน (ซึนเดเระ) = พวกไม่พูดตรงๆ ชอบเก็บอาการ เสแสร้ง

เฮียก = น่าเกลียด ขี้เหร่มาก

ขี้เม้ง = พวกที่ชอบวีน ขี้โวยวาย ด่าเก่ง ปากจัด หน้าตาบูดบึ้ง

อิม = มาจาก impossible หมายถึง พวกเด็กเรียน คือสามารถทำเรื่อง (เรียน) ที่ยาก ๆ ที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

อีนี่หลายอย่าง = คนคนนี้เป็นทั้งผู้ชาย เกย์ กะเทย แต๋ว และตุ๊ด

อบกบ = ไม่ หล่อ

เกิร์ป = โง่ แบบ ควาย

ซับโบร๋ = หวัดดี

หน้าเงือก = หน้าตาไม่ดี

WannaBE = พวกจอมปลอม

งุ๊งงิ๊ง = รำคาญ น่าเบื่อ

เฟ่ย = ไม่ได้เรื่อง ไม่ดี

กระหลั่ว = เลว

สิ่งอัน = ทุกสิ่งทุกอย่าง

ป่วย = พวกที่ไม่ค่อยปกติ **

สลัมบอมเบย์ = ต่ำสุด ๆ

ไม่ใส่จิว = ไม่ใส่ใจจริง ๆ

หน้าผั๊ว = เกย์หน้าไม่สวย

โป๊ะแตก = ผู้ชายที่เผลอหลุดความเป็นสาวออกมา

ดัดจร = ดัจริต กะแดะ

เพื่อนปุก = ทอม

ชิซูกะ = ตะกละ กินไม่เลือก

แกสบี้ = แก่มาก ๆ

ออนป้า = แสดงความเป็นป้าสู่สายตาประชาชน

อวย = การที่ยกย่องคน ๆ นึงให้ดูดีเกินเหตุ เกินกว่าที่ควรเป็น

วันนี้โปร่ง = วันนี้ไม่ได้พาแฟนมาด้วย

วื่นวือ = วุ่นวายสุด ๆ

ห่าน = สวยมาก

สุย = หนุ่มที่แต่งตัวเห่ยมากไม่เข้ากาละเทศะ

จีว่า = เวลาเห็นใครแต่งตัวหรือแสดงออกเกินความจำเป็น

จี๊ด = สุดยอด เจ๋ง

ตึบ = สุดยอด เจ๋ง

G.B. = gereral เบ๊ คนรับใช้ทุกอย่าง

ดิ๊ว = ขโมย

ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ = ไร้สาระไปวัน ๆ

แอ๊ว = ยั่วยวนเพศตรงข้าม

นิ่งๆ ริงมายเบล = ไม่ทำอะไร อยู่เฉย ๆ ดีกว่า

องค์ลง หรือ มีองค์ = หมายถึงพวกขาวีน หรือพวกที่จู่ ๆ ก็เกิดอาการอารมณ์เสีย ของขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ถ้าผู้ชายมีองค์ หมายถึง ตุ๊ด กะเทย

สลิด = ดัดจริต

บุย บุย = บ๊าย บาย

ดิล (deal) = เข้าไปคุยจีบ

9 เรื่อง ที่วัยรุ่น อยากลบทิ้งไปจากโลกนี้

9 เรื่อง ที่วัยรุ่น อยากลบทิ้งไปจากโลกนี้

ถ้า เรื่องแย่ ๆ น่าเวียนเฮดทั้งหลายในโลกนี้ สามารถทำให้หายไปได้ง่ายๆ เหมือนการกด Backspace หรือ Delete จะดีแค่ไหนหนอ เอาแค่ 9 เรื่อง ที่ไอไลค์โพลคัดมาในฉบับนี้ถ้าหายไปได้หละก็… วัยรุ่นทั้งโลกก็คงแฮปปี้ดี๊ด๊ากระชุ่มกระชวยขึ้นอีกหลายสิบเท่าเลยทีเดียว




1.สิว
ไม่ เข้าใจเลยว่า ในเมื่อธรรมชาติสร้างวัยรุ่นให้มีใบหน้าใส ๆ ก่อนโรยราไปตามสังขาร แล้วเหตุไฉนถึงต้องสร้างสิวมาให้สถิตตามใบหน้าด้วย พอเอาเม็ดนี้ออกไปได้เม็ดนี้จะสูญหายไปได้อย่างถาวร จะเป็นอะไรเวรี่กู้ดมาก ๆ เลยคร่า

2. ประจำเดือน
เป็น ผู้หญิงก็ลำบากแฮะ ไหนจะต้องคอยดูแลทั้งหนังหน้า สารร่าง และเส้นผมบนหนังกบาลแล้ว ก็ต้องมีเรื่องที่ทำให้จุกจิกกวนตัวอยู่ทุกเดือนอีก ถ้าวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวไกล สามารถคิดค้นวัคซีนป้องกันการเป็นเมนส์ได้ละก็…เอิ่ม…อ่า…ก็คงเป็น อะไรที่ฝืนธรรมชาติน่าดูเลยแฮะ(มนุษยชาติถึงคราวสูญพันธุ์ก็ตรงนี้แหละวุ้ย)

3. สมุดพกที่ได้เกรด 0
อยาก รู้จริงๆ ว่าผู้ได๋เป็นผู้ตั้งกฎว่าการวัดผลการเรียนควรแบ่งเป็นเกรด 4 3 2 1 และ 0 เขาหรือเธอผู้นั้นจะรู้ไหมว่าเป็นต้นเหตุนำไปสู่การทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องเคี่ยวเข็ญแอนด์เข้มงวดลูกหลานเกินความจำเป็น ยิ่งถ้าเป็นเกรดรูปไข่ติดมาในสมุดพก…มีหวังโดนบ่นจนหูชาแน่

4. หนี้
หนี้…เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ไหนๆ ก็ล้วนแต่ทำให้ลูกหนี้กุมขมับนอนก่ายหน้าผากเลยทีเดียว หนำซ้ำยังมีดอกเบี้ยติดมาด้วย แหม้มมม…ถ้าเป็นดอกเบี้ยหัวใจแล้ว จะไม่กลุ้มใจเลยสักนิด (เฮ้ย มั่วแล้ววุ้ย) เอาเป็นว่า…ขอสรุปเลยแล้วกัน ถ้าต้องปลดหนี้ด้วยการเป็นทาสรับใช้เศรษฐีหนุ่มหล่อ อย่างในละครเวทีละก็…ยินดีคร่า (เอ่อ..ชักมั่วยิ่งกว่าเก่าอีกนะไอ้คนเขียน)

5. แฟนของคนที่เราแอบชอบ
เรื่อง หัวใจมันกะเกณฑ์ไม่ได้จริงๆ คนที่ควรชอบก็ไม่ชอบ ดั๊นนน…ไปหลงรักคนที่มีแฟนแล้ว จะให้ใจกล้าหน้าด้านแย่งแฟนชาวบ้านมาครอบครองก็ทำไม่ลง เพราะเสน่ห์และคารมมีไม่พอ…หุหุ ก็ได้แต่วาดฝันลมๆ แล้ง ๆ ไปว่า ถ้ามีพรวิเศษจริง ก็ขอให้แฟนของคนที่เราชอบหายลับหายไปสักทีเทิ้ด

6. การบ้านกองโต
ชีวิต วัยรุ่นร่าเริงลั้นลาเนี่ย มักจะมาจอดสนิท เหี่ยวเฉาสุดๆ ก็เมื่อเจอการบ้านเนี่แหละ แถมส่วนใหญ่มักจะเป็นการบ้านกองโตเสียด้วย สาเหตุมาจากพฤติกรรมดินพอกหางหมูนี่แหละ เมื่อไหร่นะ ? เมื่อไหร่ที่คุณครูจะเลิกแจกการบ้านให้นักเรียนสักที? วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่กัน??? (คงเป็นวันที่โลกแตกนั่นแหละ)

7. ครูที่จุกจิกจู้จี้
ก็ เข้าใจว่าที่ครูคอยจุกจิกจู้จี้พร่ำบ่นพวกเราน่ะ ก็ด้วยความเป็นห่วงหวังดีอย่างจริงใจ แต่คุณครูขา…พวกหนูเป็นพวกโสตประสาทระดับต่ำกว่ามาตราฐาน เวลาฟังอะไรซ้ำ ๆ นาน ๆ เข้า ก็มักจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไม่ได้ซึมเข้าไปในเซลล์สมองค่ะ คุณครูเปลืองน้ำลายเปล่า ๆ ปลี้ ๆ อยากบอกให้รู้อ่ะค่ะ แหะ ๆ

8. สัตว์เลื้อยคลานที่น่ารังเกียจ
งู เหลือม งูหลาม จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า จิ้งเหลน และอีกสารพัดสัตว์เลื้อยคลานน่าหยึกหยึย แค่นึกภาพในหัวก็ขยะแขยงไปถึงขั้วหัวใจแย้ว ก็ดูสิ…ทั้งรูปร่าง สี หรือผิวหนัง แบบว่าอั๊กลี่มากกกกไม่รู้ธรรมชาติสร้างขึ้นมาได้ไง อี๋ๆๆ ถ้าหายไปจากโลกนี้ไม่ได้ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ก็ขอให้น่ารักสักเศษเสี้ยวของหนูแฮมทาโร่ ก็ยังดี

9. ไขมัน
ไอ้ นี่แหละ คือตัวการที่ทำหลายคนต้องสูญเสียความสวย ความมั่นใจ ความภาคภูมิ ศักดิ์ศรี เสรีภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย แถมมันยังติดเหนียวหนึบตามบอดี้ยิ่งกว่าหมากฝรั่งติดพื้นรองเท้าเสียอีก กว่าจะแกะออกไปได้ ก็ช่างยากเย็นหนักหนา แต่นี่น่ากลัวกว่านั้นก็ตอนที่มันหวนกลับคืนมาน่ะสิ คราวนี้ล่ะติดหนึบยิ่งกว่ากาวตราช้างสิบหลอดรวมกันเสียอีก

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

4 วิธีพัฒนา “อีคิว”

4 วิธีพัฒนา “อีคิว”


สู่วิถีผู้มี “สุขภาพจิตดี” ช่วยการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ มีสุข เพียงหมั่นฝึกทักษะ 4 วิธี

นอกจากไอคิว (I.Q.) แล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว (E.Q.) ถือเป็นส่วนสำคัญต่อวัยเรียนอย่างมาก ซึ่งการเข้าใจ รู้จักแยกแยะ ควบคุม และแสดงอารมณ์ถูกต้องตามกาลเทศะได้นั้น จะช่วยเสริมสุข สร้างสมดุลของชีวิต ทั้งยังสามารถเผชิญความคับข้องใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่น โดยทักษะดังกล่าว สร้างได้ง่าย ๆ ดังนี้


เริ่มจาก “ฝึกสมาธิ” จะช่วยจัดระเบียบความคิด ส่งเสริมสมรรถภาพทางใจ ทำให้มั่นคงทางอารมณ์ สงบ หนักแน่น เยือกเย็น ทั้งยังคลายเครียด เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนั้น การออกกำลังกาย เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ ก็เป็นผลดีเช่นกัน

“ฝึกระงับอารมณ์” ยามเจอสถานการณ์ตึงเครียด ด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ กำหนดลมหายใจให้สติอยู่กับตัว โดยหายใจเข้า-ออกยาว ๆ, นับ 1-10 หรือ นับต่อเรื่อย ๆ จนรู้สึกสงบ หรือ ปลีกตัวออกมาชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งหัวใจหลักคือ ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ และหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสม

“ละทิ้งพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ” และค่อย ๆ ปรับปรุงตนเอง รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกเป็นผู้พูด-ผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น

“ยอมรับความบกพร่อง” เนื่องจากสิ่งที่หวังอาจไม่เป็นอย่างที่คิด 100% ดังนั้น ทักษะข้อนี้ จะช่วยให้ไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากเกินไป ขณะเดียวกัน ลองมองเป็นความท้าทาย เพื่อสร้างพลังใจต่อสู้กับอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้

ทักษะข้างต้น เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดได้ เหมาะอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤติปัญหาปัจจุบัน